หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ใช้คนให้ถูกทาง...เลือกลูกจ้างตามราศี 2

เอาละครับ หลังจากที่ในตอนที่แล้วเราก็พอทราบกันคร่าวๆแล้วเกี่ยวกับ การเลือกใช้คนให้ถูกต้องเหมาะสมกับสิ่งที่ถนัดตามราศีเกิด ตั้งแต่ราศีมังกรจนถึงราศีมิถุน ในตอนที่สองนี่ก็มาว่ากันต่อกับลักษณะของลูกจ้างตามลัคนาราศีเกิดที่เหลือตั้งแต่ ราศีกรกฏ ราศีสิงห์ ราศีกันย์ ราศีตุลย์ ราศีพิจิกและราศีธนู ครับว่าราศีใดมีอุปนิสัยอย่างไร มีความถนัดและไม่ถนัดเรื่องใดและงานใดๆที่เขาสามารถทำได้ดีหรือไม่ควรมอบหมายให้ทำ และนายจ้างหรือหัวหน้างานควรปฏิบัติอย่างไรต่อบุคคลเหล่านั้น แต่ในที่นี้ไม่ว่าท่านจะเป็นเจ้าของกิจการ หัวหน้างานหรือปัจจุบันเป็นลูกจ้างก็ดี อยากให้ลองอ่านบทความด้านล่างแล้วพิจารณาดูนะครับ ว่าการทำงานของท่านที่ผ่านมาขณะยังเป็นลูกจ้างนั้น มันเป็นจริงตรงตามที่ศาสตร์แห่งโหรเขาว่าไว้หรือไม่ ตรงไม่ตรงอย่างไร ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามแต่ใจ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรมาใช้อ้างอิง จริงมั้ยครับ?


ลูกจ้างราศีกรกฎ (15 กรกฏาคม-16 สิงหาคม)

คำจำกัดความ "ไม่ว่าเิกิดปีใดๆ ชอบการเปลี่ยนแปลงอารมณ์และจิตใจอยู่เสมอ ชีวิตจึงอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผล แต่คนราศีนี้ก็มีเสน่ห์ดึงดูดคนรอบข้าง" 
รับรองว่าพูดกันรู้เรื่องเสมอสำหรับลูกจ้างชาวราศีกรกฎ  และก็ทนได้เสมอสำหรับลูกจ้างชาวราศีกรกฎ ถ้าหากเขามีเหตุผลหรือมีความพอใจที่จะทน ต่อให้ใช้งานร้อยแปดไม่ได้หยุดไม่นิ่ง หรือต่อให้ตำหนิจู้จี้จุกจิกสักเพียงใดก็ตาม เขาก็ยังจะทนได้อยู่เรื่อยไป  แต่ระวังอะไรบางอย่างที่กระทบกระเทือนใจ หรือทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีและต้องคิดมาก เพราะถ้ามีความรู้สึกเช่นนั้นขึ้นมาเมื่อไรแล้ว ลูกจ้างชาวราศีกกรกฎจะเปิดแผล็วออกไปทันที    ไม่ยอมฟังเหตุฟังผลและจะไม่หันกลับมาอีก  แต่จะกระทบกระแทกแดกดันด้วยความน้อยใจอย่างเลวที่สุดก็ลับหลังนายจ้าง 
ลูกจ้างชาวราศีกรกฎไม่ใช่คนที่มีความละอียดลออนักในการทำงาน อาจจะลวกๆและหยาบๆหรือทำหน้าลืมหลังเอาเสียด้วยซ้ำไป แต่มีคุณสมบัติพิเศษอยู่ตรงที่ทำงานคล่อง หยิบโน่นฉวยนี่ได้เร็ว เฉพาะงานที่ออกไปนั่นไปนี่ ติดต่อที่นั่นที่นี่ หรืองานที่ไม่อยู่กับที่จะมีความสามารถเป็นพิเศษ ในการทำงานอย่าไปสั่งจ้ำจี้จ้ำไชหรือตำหนิเป็นอันขาด ไม่ว่าจะผิดมากน้อยเพียงใด  ลูกจ้างชาวราศีกรกฎทนไม่ได้กับการตำหนิ แต่ต้องการฟังคำชี้แจงบอกกล่าวที่มีเหตุผลชัดแจ้งสามารถจะฟังได้และรับได้ ถ้านายจ้างคนใดทำวิธีนั้นได้ ลูกจ้างชาวราศีกรกฎจะทำงานจนตายและด้วยความรักและความเคารพที่ไม่มีวันจะคลายไปเป็นอื่น  นายจ้างเจ้าอารมณ์และมีอารมณ์ชนิดผีเข้าผีออกไม่ควรมีลูกจ้างเป็นคนราศีกรกฎ เพราะถ้านายจ้างใช้อารมณ์ผีเข้าผีออก ลูกจ้างชาวราศีกรกฎก็จะมีอารมณ์ผีออกผีเข้าบ้างเดี๋ยวก็ได้บ้าและประสาทไปด้วยกันทั้งคู่!  นายจ้างสำหรับลูกจ้างชาวราศีกรกฎจะต้องเป็นคนมีเหตุมีผลและมีความหนักแน่น
อย่าไปเข้าใจว่าลูกจ้างชาวราศีกรกฎซึ่งดูเหมือนว่าจะโง่ที่สุด สำหรับนายจ้างนั้นแหละเป็นคนโง่เสียจริงๆ เพราะลูกจ้างชาวราศีกรกฎจะไม่โง่เลย ตรงข้ามทุกสิ่งทุกอย่างที่นายจ้างทำลงไปลูกจ้างชาวราศีกรกฎจะนำมาคิดนำมาพิจารณาวิเคราะห์พิครวญทุกๆเรื่อง ไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยหยุมหยิมสักเพียงใด แล้วก็จะนำมาตำหนิ ถ้าหากไม่ตำหนิออกมากับคนอื่น ก็จะตำหนิอยู่ในใจแล้วก็จะมีความคิดสงสารสมเพชนายจ้างเอาดื้อๆด้วย การทำงานของลูกจ้างชาวราศีกรกฎผิดกับลูกจ้างชาวราศีอื่นตรงที่ว่า เขาจะไม่รู้สึกว่าเขาทำงานในฐานะของลูกจ้าง หรือไม่ถือว่างานของนายจ้างเป็นงานของคนอื่นที่เขาจะต้องทำให้เสร็จๆไปเพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าจ้างก็หาไม่ ตรงข้ามเขาจะทำเหมือนของเขาเองด้วยความรู้สึกรับผิดชอบและรักษามันให้ดีที่สุด หรือทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เพราะฉะนั้นงานประเภทใดที่เกี่ยวกับการรักษาเก็บงำแล้วลูกจ้างชาวราศีกรกฎก็สามารถจะทำได้ไม่เลวนัก 
ในจำนวนคนหมู่มาก ถ้าหากมีลูกจ้างชาวราศีกรกฎอยู่ เชื่อแน่ได้ว่าลูกจ้างชาวราศีนี้จะไม่ก่อเรื่องยุ่งขึ้นมาง่ายๆในขณะเดียวกัน ยังสามารถจะยึดเหนี่ยวน้ำใจของคนทุกคนไว้ได้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตรและมีความเห็นอกเห็นใจต่อคนอื่นอย่างมาก เพราะฉะนั้นลูกจ้างชาวราศีกรกฎเหมาะสำหรับการเป็นหัวหน้าคนงาน หรือทำหน้าที่ในการช่วยเหลือคนงานในทุกๆด้าน  ถ้าไปคิดว่าลูกจ้างชาวราศีกรกฎไม่มีความชำนิชำนาญมาก่อน ในงานที่นายจ้างต้องการและไม่ยอมรับนั่นนับว่าคิดผิด ลูกจ้างชาวราศีกรกฎสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจได้ดี ถ้าได้รับการฝึกและแนะนำให้อย่างถูกต้อง เพราะธรรมชาติของราศีกรกฎจะบันดาลให้ลูกจ้างที่เกิดมาในราศีนี้มีความรู้ความชำนาญหลายอย่างหลายงานและทำได้ทุกอย่างทุกงานที่มีโอกาสเข้าไปสัมผัส  งานที่เหมาะที่สุด นอกจากงานประเภทต้อนรับ เลขานุการ การประชาสัมพันธ์แล้วก็คืองานเกี่ยวกับการเป็นตัวแทน การติดต่อกับบุคคลภายนอก งานที่ต้องเทียวไปเทียวมาพบปะกับผู้คนนั่นแหละคืองานที่ดีที่สุดสำหรับลูกจ้างชาวราศีกรกฎ 


ลูกจ้างราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

คำจำกัดความ "ลักษณะเด่นของคนราศีนี้คือ ความหยิ่งและทะนงในศักดิ์ศรีของตนเอง ทะเยอทะยาน และมีความเป็นผู้นำที่ดี"
คนเรานั้นไม่ว่าจะมีความสำคัญหรือยิ่งใหญ่สถานใด สิ่งที่เขาจำเป็นจะต้องมีก็คือลูกน้องและบริวาร ลูกน้องและบริวารที่เรียกกันถูกต้องที่สุดและตรงไปตรงมาที่สุด ก็คือคนที่เราต้องให้ผลประโยชน์แก่เขาหรือจ่ายเงินจ้างเขามาคือลูกจ้างนั่นเอง   ลูกจ้างที่ดีก็คือมิตรที่ดีที่สุดของนายจ้าง   เขาอาจจะตายแทนนายจ้างได้ทำให้นายจ้างฉิบหายหรือร่ำรวยได้ การเลือกหาลูกจ้างจึงเป็นภาระและการแสวงหาความสุขความสำเร็จอีกด้านหนึ่งในชีวิตของคนที่เกิดมาเป็นนายจ้าง ได้ลูกจ้างดีหรือไม่ดีนั้นบางคราวมันก็ขึ้นแก่ดวงเหมือนกัน   ถ้าได้ลูกจ้างที่เกิดในราศีสิงห์ก็นับว่านายจ้างดวงดีพอสมควรทีเดียว เพราะลูกจ้างชาวราศีสิงห์นั้นมีความรับผิดชอบ และมีความเฉลียวฉลาดเท่ากับนายจ้างพอสมควร  ไม่ต้องข่มขู่หรือจ้ำจี้จ้ำไช บอกให้เขาทราบและมอบหน้าที่ภาระให้เขาไปเขาจะทำอย่างเรียบร้อยทันทีหรือเท่าที่งานจะกำหนดให้เขาทำ แต่เขาจะไม่ทำมากกว่านั้น เพราะเขาถือว่านั่นคือการเอาเปรียบเขาและเกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นเขายอมไม่ได้ นอกจากตัวเขาเองจะยอมไม่ได้แล้ว เขาอาจจะบอกลูกจ้างคนอื่นๆที่ร่วมอยู่กับเขาให้ยอมไม่ได้อีกด้วย ซึ่งทุกคนก็จะเชื่อเขาและมีเหตุมีผลที่จะเชื่อเพราะเขามีความสามารถจะเป็นผู้นำได้แม้ว่าเขาจะเป็นนายจ้างต๊อกต๋อยคนหนึ่งคนใดก็ตาม 
เขาค่อนข้างจะร้อนและรีบรวบรัดอะไรต่ออะไรหลายอย่างในงานที่เขาทำ และความรับผิดชอบความเรียบร้อยนั้นเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ประณีตถึงที่สุด เป็นภาระหน้าที่ของนายจ้างอีกเหมือนกันที่จะหาทางแนะนำให้เขารอบคอบ หรือฝากแง่คิดไว้ให้เขาคิดว่าทำอย่างไรจึงจะดีที่สุด เขาจะมีความคิดขึ้นมาและทำได้อย่างดีที่สุดกว่าที่ตัวเจ้านายเองจะทำได้เสียด้วย เพราะเขาเป็นคนที่มีปัญญาและความรู้สึกในการสร้างสรรค์เป็นสันดานอยู่ เขาไม่ชอบนายจ้างที่โง่และงุ่มง่าม  จริงอยู่เขาจะไม่เกี่ยงและไม่แสดงออก ถ้าหากเขาเกรงใจหรือเขาต้องเกรงใจ แต่เขาจะนึกดูถูกดูแคลนอยู่ในใจและปล่อยให้นายจ้างโง่เขลาให้ถึงที่สุด หรือทำอะไรให้ฉิบหายไปต่อหน้าเขาได้ โดยที่เขาจะไม่ยอมแตะต้องเว้นไว้แต่จะถามและขอความช่วยเหลือร่วมมือจากเขา ในฐานะที่เขาเป็นเขาจะช่วยได้อย่างดี ในงานและภาระรับผิดชอบเขาจะพยายามเรียนรู้และศึกษาอย่างเอาเป็นเอาตาย 
ในขณะที่นายจ้างอาจจะเป็นรัฐมนตรีกินตำแหน่งใหญ่โตอยู่นั้น อย่าไปคิดว่าลูกจ้างอย่างเขาที่เดินตามหลังต้อยๆอยู่นั้นมันคือลูกจ้าง แต่ความจริงเขาอาจจะฉลาดกว่า และรู้กว่ามากมาย ซึ่งเขากำลังมองนายจ้างอยู่ด้วยความรู้สึกตลกขบขันก็ได้ เขาอาจจะทำอะไรต่ออะไรได้ดีกว่าและประสบความสำเร็จกว่าหลายร้อยเท่าตัวก็ได้ ถ้าเขาอยู่ในฐานะหรือตำแหน่งเช่นนั้น แต่เขาจะไม่ทำและไม่พูด ถ้าไม่ร้องขอความช่วยเหลือเขา เขาจะปล่อยให้นายจ้างของเขาโง่ไปเรื่อยๆจนกว่าจะฉิบหายไปเอง  เขาไม่ได้ถือว่านายจ้างคือพระเจ้า เขาจะถือว่าเป็นคนที่มีโอกาสกว่าเขา หรือมีวันเวลาที่ตั้งต้นมาก่อนเขาเท่านั้น ตำแหน่งของนายจ้างหรือความสำเร็จของนายจ้าง เขาเชื่อว่าวันหนึ่งเขาก็จะสำเร็จและทำได้เช่นเดียวกัน และเข้ามาอยู่ในตำแหน่งนั้นได้เหมือนกันเมื่อโอกาสและวันเวลาของเขามาถึง เพราะเขาเกิดมาเป็นลูกจ้างเพื่อจะเป็นนายจ้าง  ถ้าเขาจะต้องเป็นทหาร เขาอาจจะเป็นนายร้อยเพื่อวันหนึ่งจะต้องเป็นนายพลนั่นเอง 


ลูกจ้างราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

คำจำกัดความ "ไม่ว่าเกิดปีใดๆ คนราศีนี้เป็นนักบริหารที่ดีเยี่ยม พอๆกับที่เป็นนักวิเคราะห์ปัญหา ขยัน ความจำดี ปรับตัวเก่ง และตื่นตัวในการเรียนรู้อยู่เสมอ"
เมื่อเวลาเขาลงมือทำงานเขาอาจจะทำตัวเหมือนอ้ายทึ่มอะไรสักอย่างหนึ่ง  ไม่เอาใจใส่ใคร ไม่สนใจใคร ทำไปเหมือนกับคนไม่มีชีวิตอะไรทำนองนั้น  ไม่ใช่อะไรหรอก เขาเป็นคนอึดพอดูสำหรับการงาน  ไม่ว่าจะเป็นงานของเขาเองหรือเป็นงานของคนอื่น  ทุกงานที่เขาทำ เขาต้องการเข้าถึงหรือเอามันจริงๆ คล้ายๆกับเป็นการต่อสู้ระหว่างเขากับงานว่าใครมันจะแน่กว่ากัน  แต่ถ้าเขาทำเสร็จแล้ว เขาอาจจะไม่สนใจมันอีกเลย หรือลืมมันไปเสียแล้วก็ได้ และเขาพร้อมที่จะกลับมาทำมันได้อีกทันทีถ้าหากมีความจำเป็น แต่ถ้าไม่จำเป็น หรือมีโอกาสที่จะต้องไปทำงานอื่นเขาจะทำไปทันที  งานอื่นที่ว่านั้น อาจจะเป็นงานที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนหรือไม่เคยมีความสนใจมาก่อนก็ตามแต่บอกวิธีเริ่มต้นให้กับเขา เขาจะสามารถใช้เวลาอันรวดเร็วที่จะเรียนรู้ และทำได้อย่างดีกว่าผู้ที่ให้คำแนะนำเขาอีก 
เขามีคุณสมบัติพิเศษทางด้านประสาทสมองและความจำ มีแง่สงสัยและคิดค้นที่เขาจะไม่ยอมให้มีความรู้ความเข้าใจแต่เปลือกแต่ผิวอย่างเลือนรางในวิชา หรือสิ่งที่เขาจะต้องทำ เขามีวิญญาณของนักเปลี่ยนแปลงที่เก่งกาจพอดูทีเดียว เพราะฉะนั้นในเรื่องงานสำหรับลูกจ้างชาวราศีกันย์นั้น ถ้ามอบให้เขาทำอย่างเป็นกิจจะลักษณะนับว่าสามารถจะไว้ใจได้ทีเดียว  อย่าได้นำความรู้ความสามาถไปข่มขู่หรือแสดงการเหยียดหยามเขาเข้า ไม่ว่าจะวิเศษสักเพียงไร จริงอยู่ขณะนั้น เขาอาจจะไม่รู้ ไม่เก่งในเรื่องนั้น ซึ่งเขาจะยอมฟังการเหยียดหยามสบประมาทได้อย่างดุษณีภาพ แต่ไม่ช้าแน่นอนไม่นานนัก เขาจะหันกลับไปนั่งศึกษาค้นคว้าและพยายามเรียนรู้ในเรื่องนั้นอย่างถึงเปลือกถึงกระพี้ และเขาจะกลับมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ และสำแดงความเหนือกว่าอะไรให้เห็นประจักษ์ตากันสักวันหนึ่งแน่นอน อย่าไปพูดหรือไปคุยข่มเขา เพื่อสำแดงว่ามีความเฉลียวฉลาดเหนือเขา แม้นว่าในตอนต้นนั้นเขาอาจจะยังไม่มีความจัดเจนในเรื่องที่พูดนั้นนัก แต่ถ้าเขามีเวลาคิดมีเวลาศึกษา เขาจะกลับมาพูดในเรื่องเดียวกันได้ดีกว่าและเหนือกว่าโดยทุกประการ 
ลูกจ้างชาวราศีกันย์ เกิดมาเพื่อเรียนรู้และเพื่อที่จะแสวงหาความรู้ ด้วยความละเอียดประณีตและด้วยความอดทนเป็นเลิศทีเดียว เขาเหมาะสำหรับงานที่ใช้สมองและใช้ฝีมือทุกชนิด  เหมาะสำหรับงานที่ใช้สติปัญญาและความฉับไวของประสาทสมองทุกประการ  เพราะฉะนั้นเขาอาจจะรับหน้าที่ทำการสอน เป็นนักฎหมาย เป็นทนายความ เป็นนักศึกษาค้นคว้าเขาจะทำได้อย่างดีเยี่ยมทุกประการ  แต่นั่นแหละ จะให้เขาไปแสดงหนังหรือเล่นละครรบรักแล้ว ค่อนข้างยาก แต่ให้เขาแสดงเป็นผู้พิพากษาหรือเป็นนักพูดที่เอาแต่พูดและการโต้คารมแล้วเป็นแจ๋วมาก   เฉพาะที่สำคัญที่สุดก็คือให้เขาเป็นคนวางแผนเตรียมงานที่ต้องการความละเอียดและเหตุผล จะได้ประโยชน์อย่างคุ้มค่ามากทีเดียว เพราะเขาจะไม่เพียงแต่เป็นนักวางแผนเท่านั้น แต่ก่อนที่จะวางแผนขึ้นมา เขาจะมองหาจุดบกพร่องและผลได้ผลเสียอย่างดีเสียก่อนแล้วเขาจึงจะลงมือวางมันลงไป งานด้านนี้ของเขาจึงเชื่อถือได้ และเป็นที่พึ่งได้สำหรับนายจ้างที่มีสติปัญญา  ถ้าเขาเป็นคนงานที่ไม่มีความรู้หรือไม่มีการศึกษามาก่อนก็ตาม ถึงจะต้องใช้แรงงานของเขาก็ให้หวังได้ว่าในการใช้แรงงานหรืองานใช้แรงนั้น เขาจะต้องมีฝีมือพิเศษอะไรสักอย่างหนึ่งแน่นอน อย่างไม่มีอะไรเลย เขาอาจจะเป็นช่างไม้ที่เยี่ยมที่สุดที่คาดไม่ถึงก็ได้ ถ้ารู้จักใช้เขาและใช้ให้เป็น ลูกจ้างชาวราศีกันย์นี่แหละที่จะทำให้นายจ้างที่ดีประสบความสำเร็จ 
ยกเว้นแต่ว่าลูกจ้างประเภทนั้นจะเกิดมาภายใต้อิทธิพลในด้านลบของราศีนี้เท่านั้น เขาจะทำให้นายจ้างกระอักเลือดได้ทุกเวลา ถ้าไม่โกหกหลอกลวงสะบั้น ก็คดในข้องอในกระดูก พอที่จะทำให้นายจ้างวอดวายได้เป็นแถบๆไปทีเดียว!


ลูกจ้างราศีตุลย์ (17 ตุลาคม-17 พฤศจิกายน)

คำจำกัดความ "ไม่ว่าเกิดปีใดๆ อ่อนโยน ใจเย็น มองโลกในแง่ดี มีความยุติธรรม" 
เขาอาจจะเป็นคนที่มีเพื่อนฝูงมาก ใครๆก็ชอบคบหาสมาคมกับเขาและชอบพูดคุยกับเขา แต่ความจริงแล้ว เขาจะรับผิดชอบงานที่เขาได้รับมอบหมายอย่างจริงจัง และทำมันจนเสร็จเป็นชิ้นๆไป โดยที่ไม่ยอมเข้าไปยุ่งกับเรื่องของคนอื่นและงานของคนอื่นเป็นอันขาด  เขาเป็นคนมีมารยาทอย่างมากต่อการงานของคนอื่น  ถ้าไม่ขอร้องหรือไม่ไหว้วานแล้วเขาจะทำงานของเขาไปเงียบๆ  แต่ถ้าจะใช้งานลูกจ้างราศีตุลให้เป็นประโยชน์ที่สุดก็คืองานที่มีคนร่วมกันมากๆ หรืองานที่ต้องการความร่วมมือร่วมใจมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  เขาสามารถจะเข้าไปร่วมงานกับคนทุกคนได้อย่างน่าประหลาด ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะมีความแตกต่างกันในด้านความคิด อารมณ์ มากน้อยสักเพียงใดก็ตาม ลูกจ้างชาวราศีตุลสามารถจะเข้าไปประสานความขัดแย้งได้อย่างน่าฉงน ไม่มีอะไรมากไปกว่าความจริงใจที่เขามีต่อคนอื่น เขาจะแสดงความรัก ความเป็นกันเอง ความมีมนุษยธรรม และความกระตือรือร้น ไม่อวดโตวางก้ามกับใครในหมู่พวกซึ่งทำให้เขาได้รับความร่วมมือโดยธรรมชาติ 
เขาไม่ต้องกาารงานที่หยาบหรืองานที่ต้องใช้กำลัง หรืองานที่ต้องใช้สมองแต่เพียงอย่างเดียว ตรงข้าม งานอะไรก็ได้ที่มีความละเอียดอ่อนที่เขารู้สึกว่ามันทำให้เขาเห็นความงามหรือความละเมียดละไมของมัน เขาจะทำได้เป็นอย่างดี เขาอาจจะเป็นช่างตัดผมแต่งผม นักออกแบบ คนตัดเสื้อ หรือแม้แต่สถาปนิก จิตรกร ซึ่งมันก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้กำลังกายมาก และในทำนองเดียวกัน ก็ไม่ต้องใช้สติปัญญามาก จะใช้มากก็เพียงรสนิยมหรือความรูสึก ซึ่งลูกจ้างชาวราศีตุลจะใช้คุณสมบัติทางความรู้สึกของเขามองหาแง่มุมจัดทำ และตกแต่งให้มันมีความหมายที่คาดไม่ถึงขึ้นมาจนได้ ถ้าจะให้เขาไปตีเหล็ก ทำมีด หรือนั่งเขียนหนังสือบนโต๊ะซึ่งไม่มีรสมีชาติเป็นวันเป็นคืนเขาจะไม่มีวันทำได้ดี แต่หากใช้เขาไปทำกระเป๋าถือหรือจัดดอกไม้แต่งบ้าน อะไรต่ออะไรที่มันเกี่ยวกับความงามแล้ว เขาจะสามารถทำได้ หรือถ้าในกลุ่มคนที่มีความขัดแย้ง กำลังจะฆ่ากันตายอยู่รอมร่อ ถ้าให้เขาเป็นคนกลางเข้าไปเจรจาติดต่อเพื่อหาทางระงับความขัดแย้งนั้นโดยสันติวิธีแล้วเขาจะทำได้โดยไม่ยากนัก 
อย่าไปดุด่าว่าอะไรเขาหรืออย่าไปเต้นแร้งเต้นกาใส่เขา เพราะเขาจะเฉยเมยหรือดูถูกอยู่ในใจว่า เจ้านายของเขากำลังจะบ้าหมดสติ เขาจะไม่โต้ตอบ แต่เขาจะรอจนกระทั่งเจ้านายของเขาหมดอารมณ์บ้าๆนั่นแล้ว เขาจึงจะพูดและจะทำอะไรต่อไป และถ้าจะข่มขู่เขาว่าท่านจะต้องไล่เขาออกจากงานแล้ว อย่าพูดเป็นอันขาดเพราะเขาจะไม่แคร์หรือไม่สนใจมันมากเท่าใดนัก เนื่องจากว่าการทำงานของเขาไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งมุ่งแต่เงินหวังที่จะก่อร่างสร้างตัว ด้วยการทำงานลูกจ้างชาวราศีตุลส่วนมากจะนึกถึงความพอใจก่อนที่จะนึกถึงเงิน งานอะไรก็ได้ที่ทำให้เขาพอใจและได้เงินมาบ้าง  ไม่ใช่งานที่ได้เงินมาบ้างแล้ว เขาไม่พอใจที่จะทำหรือไม่มีรสมีชาติ เขาถือว่าเงินนั้นสามารถจะหาได้ทุกแห่งในโลกนี้ ตราบใดที่เขายังเป็นเขาเพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนจะเข้าที่ไหนเขาสามารถจะเข้าได้และสามารถจะทำได้ด้วยความรับผิดชอบอย่างดี  เขาเชื่อเสมอว่าไม่มีใครที่จะไม่จ้างเขาหรือไม่ต้องการเขา เพราะเขาจะไม่เคยเกกับใคร และไม่เคยใช้อารมณ์กับใครและไม่ยอมทำงานของใครให้เสียหาย เขาเป็นคนที่ปกครองง่ายและพูดกันได้โดยง่าย ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหรือแง่มุมอะไรมากนัก ถึงจะไม่ไล่เขาออก เขาก็มักจะออกจากงานที่สิ่งแวดล้อมไม่อบอุ่นหรือไม่เป็นมิตร เพราะฉะนั้นในวงการของนักเลงหรือเอะอะมะเทิ่ง หรือก้าวร้าวเหิมเกริมขาดไมตรีจิตมิตรภาพ เขาจะทำไม่ได้และไม่ยอมทำงานเป็นอันขาด เขาจะไม่ทนต่อความไม่นุ่มนวลของสิ่งแวดล้อมและผู้คนที่มีลักษณะหยาบคาย กระด้าง หรือกักขฬะ 
ยกเว้นลูกจ้างชาวราศีตุลที่เกิดมาภายใต้อิทธิพลของด้านลบ ซึ่งยากที่จะจ้างเขาได้อยู่แล้วโดยธรรมชาติ เพราะเขาเป็นคนที่ไม่ชอบงาน และร่วมอะไรกับใครไม่ได้ เขาจะใช้อารมณ์ที่ค่อนข้างหงุดหงิดและมองโลกในแง่ร้ายมาเป็นเครื่องมือ ไม่เห็นความดีของคนอื่นไม่มียุทธวิธีและส่วนใหญ่ก็มักจะโง่เขลาเกินขอบเขต เขาจะทำงานกับใครไม่ได้ทนไม่ว่าจะผิดหรือถูก งานที่ละเอียดประณีตเขาจะทำไม่ได้ เขาจะไม่ยอมอยู่ในระเบียบข้อบังคับ ทุกอย่าเขาจะเอาใจตัวเองเป็นสำคัญ และลูกจ้างประเภทนี้ก็มักจะเกาะคนอื่นกินมากกว่าทำงานด้วยตนเอง!


ลูกจ้างราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน- 15 ธันวาคม)

คำจำกัดความ "ดูจากภายนอกชาวพิจิกเป็น คนเปิดเผย โผงผาง แต่แท้จริงซ่อนความเร้นลับไว้ อย่างมิดชิด เชื่อมั่นในตัวเองสูง และมีสัญชาตญาณในการปกป้องตัวเองสูง"
อย่างเจ็บปวดและเยือกเย็น หรืออาจจะทำในลักษณะที่คนมองไม่เห็นหรือจับไม่ได้ว่านั่นคือการแก้แค้นของเขา  เมื่อเขาเกิดมาเป็นลูกจ้าง แน่นอนที่สุดเขาจะยอมรับสภาพลูกจ้างโดยไม่ปริปาก ใช้เขาไปเถอะ ตามข้อตกลงที่ตกลงกับเขา เขาพร้อมที่จะทำตามข้อตกลงนั้นทุกประการ ใช้เขาได้ทุกเรื่องทุกกรณี ตราบใดที่เขายังอยู่ในข้อตกลงนั้น  เขาเป็นคนมีอารมณ์ ยอมอะไรง่ายๆไม่ได้ ดื้อดึงและชอบเอาเรื่อง เขาจึงเหมาะสำหรับทำงานประเภทที่ต้องสไตรค์หรือกบฏต่อผู้จ้างหรือเจ้านายเสมอ แต่นั่นหมายความว่าเจ้านายหรือผู้จ้างเริ่มต้นทรยศกับเขา ไม่ซื่อกับเขาหรือละเมิดข้อตกลงกับเขา เขาจะยอมไม่ได้เป็นอันขาด แต่ตราบใดที่ยังทำตามข้อตกลงนั้นอยู่ นั่นแสดงถึงว่านายจ้างมีความจริงใจ มีน้ำใจ เขาจะยอมรับความจริงใจและความมีน้ำใจนั้นเป็นเครื่องผูกพันที่มีค่า และเขาก็คงจะทำงานให้อย่างทุ่มเทและด้วยความสามารถทุกอย่างที่เขามี ตราบใดที่ข้อตกลงยังเป็นข้อตกลงอยู่ เขาจะเคารพการตกลงนั้นตลอดไป เขาจะไม่หาเหตุหรือไม่ยอมอ้างสาเหตุใดๆเพื่อก่อความยุ่งยากให้เจ้านายของเขาเป็นอันขาด แม้ว่าสิ้นปีเขาจะไม่ได้โบนัสแม้แต่บาทเดียวหรือรอยยิ้มจากนายจ้าง เขาก็จะไม่เรียกร้อง เพราะค่าจ้างที่ตกลงกันไว้เป็นเรื่องเป็นราวนั้นเขาก็ได้ตามนั้นเขาก็พอใจแค่นั้น 
งานทุกอย่างที่มอบให้เขาทำ อย่าไปห่วงว่าเขาจะอู้หรือทำชุ่ยๆ เพื่อให้เสร็จสิ้นไปวันหนึ่งๆ มิใช่เช่นนั้น ลูกจ้างราศีพิจิกจะทำอย่างสุดฝีมือ โดยไม่คิดถึงว่าเขาจะเสียเปรียบ หรือได้เปรียบนายจ้าง แม้ว่าจะนำงานนั้นมาทำที่บ้านของเขาเป็นการล่วงเวลาเขาจะไม่บ่นไม่พูด  กับนายจ้างหรือคนร่วมงานที่คุยกันเอะอะเฮฮา หรือจับกลุ่มกันพักผ่อน ลูกจ้างชาวราศีพิจิกจะไม่ค่อยเข้าไปยุ่งหรือจะเสนอหน้าเจ้านายเป็นอันขาด เขามีธุระของเขา เขามีงานที่จะต้องทำ และถ้าเจ้านายคนใดหวังการประจบสอพลอหรือคำยกย่องชมเชยจากเขาจะผิดหวัง เขาจะไม่เอ่ยปากใดๆเป็นอันขาด  เจ้านายบางคนที่รุ่มร่ามชอบดุชอบด่าลูกจ้างหรือดูถูกคน ลำบากสักหน่อยสำหรับลูกจ้างชาวราศีพิจิก เพราะถ้าหากด่าว่าหรือตำหนิเขาทุกเช้าทุกเย็น เขาจะนิ่ง ไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกมา นอกจากนิ่งฟังหรืออย่างดีก็ยักไหล่ เขาไม่แสดงว่าถือสา ความจริงเปล่าเลย เขาถือว่าเขาถูกจ้างมา เขารับได้ เขาทนได้เป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องทน เพราะฉะนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องไปโต้เถียงหรือแสดงความคิดเห็นต่อนายจ้าง  นายจ้างบางคนอาจจะได้ใจ จะข่มขู่คุกคามและใช้วิธีการแบบนั้นเรื่อยไปก็ได้ และถ้าวันไหนเขารู้สึกว่าเขาทนไม่ได้ขึ้นมาแทนที่เขาจะพูดจะเถียง เขาอาจจะหักคอเอาง่ายๆโดยไม่บอกไม่กล่าว ที่จะให้ทำเพียงเบาๆ เพียงหลาบจำเขาจะไม่ทำ ถ้าทำต้องเอากันให้คางเหลืองหรือจำไปชั่วชีวิตทีเดียว 
นั่นคือวิธีการของลูกจ้างชาวราศีพิจิก แต่ถ้านายจ้างมีความจริงใจ ที่เขามีความรู้สึกว่าเป็นมิตร ถ้าหากว่านายจ้างเกิดมีเรื่องร้ายอะไรขึ้น ท่ามกลางคนที่แวดล้อมแสดงความเห็นอกเห็นใจ จะไม่เห็นหน้าเขา แต่เมื่อไม่มีใครแล้วเขาจะเข้าไปหา และบอกว่าเขาจะจัดการล้างแค้นให้และเขาพร้อมที่จะตายแทนได้ทันที ถ้านายจ้างถูกศัตรูที่ไหนเล่นงานมาสดๆร้อนๆ ศัตรูของนายจ้างรายนั้นต้องระวังตัวสักหน่อย เพราะลูกจ้างชาวราศีพิจิกจะยอมให้นายเขาขาดทุนไม่ได้ ไม่อย่างใดอย่างหนึ่ง เขาจะต้องทำเพื่อหักหนี้ ซึ่งมันอาจจะรุนแรงที่สุดอย่างที่ใครไม่คาดหมายก็ได้   เขาจริงจังและจริงใจเสมอกับคนที่จริงใจกับเขา! 


ลูกจ้างราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

คำจำกัดความ "ไม่ว่าเกิดปีใดๆ คนราศีนี้อยู่กับความจริง ชอบพูดจริง หนักแน่น ตัดสินใจช้า แต่รอบคอบใจกว้างและมีคุณธรรมสูง" 
ในธุรกิจการงานของคนเราที่ทำงานคนเดียวไม่ได้ จำเป็นอยู่เองที่จะต้องอาศัยคนอื่นทำงานให้งานที่ต้องใช้คนอื่นนั้น ถ้าไม่มีผลดีที่สุดก็จะต้องเลวที่สุด พูดง่ายๆเจ้าของงานจะเจ๊งหรือไม่เจ๊งนั้น อยู่ที่คนทำ คนที่ทำนั้นได้แก่ลูกจ้าง ลูกจ้างดีงานก็ดี งานดีก็ไม่เจ๊ง เพราะฉะนั้น ปัญหาเรื่องลูกจ้างหรือคนงานจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับนายงานและนายจ้างในสมัยปัจจุบันนี้ การมีลูกจ้างดีสำหรับนายงานทุกวันนี้ก็ถือว่ามีโชค แน่นอนทีเดียว ลูกจ้างชาวราศีธนูจะเป็นลูกจ้างที่ดีประเภทหนึ่งในบรรดาลูกจ้างทั้งหลาย ตามปกติ ลูกจ้างชาวราศีธนูไม่ถนัดนักเกี่ยวกับงานที่ต้องใช้กำลัง แต่ถ้าในยามจำเป็นหรือเขาไม่มีทางเลือก เขาจะต้องทำ เขาจะทำได้เป็นอย่างดีเฉพาะงานกลางแจ้งหรืองานเกี่ยวกับเลี้ยงสัตว์ ทำสวน เขาจะทำได้ดีมากเพราะมันเป็นงานที่เขาชอบ  ถ้าเป็นงานที่ใช้สมองเป็นงานที่มีปัญหาให้ต้องแก้แล้ว เขาจะสามารถทำได้อย่างดี ไม่ขาดตกบกพร่อง เพราะเขาจะแก้ปัญหาแทนท่านได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวอะไรมากนัก เขาเป็นคนมีสติปัญญาและมีน้ำอดน้ำทนอย่างดี  จงใช้ความซื่อของเขา อย่าใช้งานที่จะต้องให้เขาโกง หรือทำหน้าที่เอาเปรียบคนอื่นหรือหลอกลวงคนอื่น งานประเภทนั้น เขาจะทำไม่ได้ หรือถ้าทำไปจะเสียงานทันที เพราะเขาโกหกไม่เป็นและไม่สามารถจะโกหกให้คนอื่นเชื่อได้อย่างมีชั้นมีเชิง เขาจะทำงานทื่อๆอย่างตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับนายจ้าง เขาอาจจะไม่ต้องการคำยกย่องชมเชยหรือคำมั่นสัญญาใดๆจากนายจ้าง เมื่อเขาทำงานให้เขาต้องการเพียงสิ่งเดียวคือเงินตามข้อตกลง 
การตกลงกับเขาต้องแน่นอน เช่นเดียวกับเขาโกหกคนอื่นไม่เป็น เขาก็ไม่ต้องการให้คนอื่นโกหกเขาด้วย ในฐานะที่เป็นราศีธาตุไฟและอยู่ใต้อิทธิพลของราศีประเภทนี้ เขาจะเป็นคนใจร้อนและทำงานอย่างรีบร้อนฉับไว นั่นคือความผิดพลาด หรืออาจจะเป็นที่มาแห่งความผิดพลาดได้ง่าย อย่าวู่วามในการลงโทษหรือตำหนิเขา เขารู้อยู่เต็มอกและชอกช้ำใจอย่างมากอยู่แล้วที่เขาทำงานพลาด เขาพร้อมที่จะแก้ตัวใหม่และสำแดงฝีมือใหม่ เพราะฉะนั้น ค่อยพูดค่อยจากับเขา เขาจะทำงานแก้ตัวได้อย่างดีที่สุดและได้ผลมากที่สุด ถ้าเขาเป็นตัวแทนหรือเซลส์แมน มอบแนวนโยบายและสินค้าที่ดีให้แก่เขา และปล่อยให้เขาใช้เวลาทดลองสักพัก เขาจะทำประโยชน์ให้ได้มากอย่างไม่คาดหมายทีเดียว เพราะเขามีวิธีของเขาในการติดต่อกับคนหรือในช่องทางที่จะไปทำมาหากิน เขาอาจจะช้าและยอมเสียเวลาอยู่บ้างก็ตรงการวางแผนนี้เอง งานที่ต้องการความไว้วางใจ ต้องใช้ลูกจ้างชาวราศีธนู เขาจะไม่ทำให้เสียหายไม่ว่าจะโดยตัวเขาเองหรือยอมให้คนอื่นทำ ถ้าจะใช้เขา จะต้องมอบความไว้วางใจให้เขามาก อย่าระแวงสงสัย หรือหมิ่นเหม่ไปว่าเขาจะมีความไม่ซื่อสัตย์สุจริตอะไรต่อท่าน ถ้าหากเขารู้สึกขึ้นมาว่าท่านจะคิดอย่างนั้น เขาจะยอมไม่ได้ อารมณ์ของเขาจะระเบิดขึ้นมาทันที ถึงไหนถึงกันทีเดียว เพราะเขาถือว่าสบประมาทความเป็นคนของเขาเข้าอย่างจัง 
อย่าคิดว่าเขาเป็นคนกลัวนายจ้าง หรือจะหงอกับนายจ้างทุกคราวไป เขาจะยอมรับใช้หรือทำงานอยู่ด้วยเหตุด้วยผลหรือมองเห็นคุณธรรมความดีของนายจ้างเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อเงินอย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้านายจ้างคนใดแสดงพฤติกรรมในทางไม่ชอบมาพากลออกมาให้เขาเห็น เขาจะเหยียดหยามและหลีกหนีทันที ไม่ว่าเขาจะไปทำงานที่ไหน เขาจะไปทำด้วยความเชื่อมั่นในความสามารถและในฝีมือที่เขามีอยู่ เพราะฉะนั้นเขาต้องการนายจ้างที่รู้จักคุณค่าของฝีมือเขา และต้องไม่เอารัดเอาเปรียบเขา ถ้าผิดไปจากนั้น เขาพร้อมที่จะประกาศว่า เราจะต้องเลิกคบกัน!
           
หมายเหตุ ทั้ง 12 ราศีที่กล่าวมาแล้วนั้นในการทำนายนั้นนอกจากจะใช้ระยะเวลาที่อาทิตย์โคจรผ่านราศีเป็นตัวกำหนดราศีแล้ว ผู้ที่มีดวงชะตาที่ผูกไว้แล้วมีลัคนาเกิดที่แน่นอนก็ให้ใช้ลัคนาเกิด หรือราศีที่ลัคนาเกิดนั้นเป็นหลักสำหรับการทำนายอีกชั้นหนึ่งด้วยจะทำให้เกิดความแม่นยำมากขึ้น หมายความว่านอกจากจะใช้อาทิตย์ในเวลาเกิดเป็นหลักสำหรับกำหนดราศีเกิดแล้ว ยังใช้ลัคนาเกิดมาใช้ดูประกอบได้อีกด้วย หรือใช้ทั้งสองประการรวมกัน



เป็นอย่างไรบ้างครับ หลังจากเรียนรู้ลักษณะเฉพาะบุคคลมาครบแล้วทั้ง 12 ราศี คราวนี้ท่านเจ้าของกิจการและหัวหน้างานทุกท่านคงจะพอมีข้อมูลคร่าวๆ เพื่อใช้ประกอบในการตัดสินใจมอบหมายกิจการงานใดๆให้กับใครคนใดคนหนึ่งได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น หรือจะใช้เป็นเครื่องมือประกอบในการเฝ้าสังเกตุดูบุคคลใต้บังคับบัญชาของท่าน ว่าเป็นไปตามคำทำนายหรือไม่ ถ้าบังเอิญตรงกับคำทำนาย ท่านจะทำอย่างไร ที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เขามีและทำมันได้เป็นอย่างดี เพื่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กรของท่านอย่างสูงสุด แต่ถ้าไม่ตรงตามคำทำนาย ท่านจะมีวิธีการแก้ไขปรับปรุงเขาอย่างไร หรือหางานที่เขาเต็มใจทำและสามารถทำมันได้ดีได้อย่่างไร ข้อนี้เป็นปัญหาที่ท่านเจ้าของกิจการและหัวหน้างานทั้งหลายต้องเก็บไปคิด ไปทบทวนแล้วหละครับ ไม่แน่นะ ในใบสมัครงานที่บริษัทของคุณอาจจะต้องเพิ่มคำถามเกี่ยวกับ วัน เดือน ปีเกิด ด้วยก็เป็นไปได้... 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.manager.co.th 


ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.rojn-info.com

ด้วยรักและหวังดี "ภาษีคนอ้วน"

 กระแสข่าวมาแรงแซงทางโค้งทุกเรื่องจนตกขอบบนสื่อสังคมออนไลน์ทุกแขนง คงหนีไม่พ้นเรื่องของ การที่มีนักวิชาการท่านหนึ่งออกมาเสนอแนวคิด ให้มีการเรียกเก็บภาษีสำหรับคนโสดมากขึ้น เพราะหวั่นวิตกว่าในอนาคตประเทศไทยของเรา จะขาดแคลนแรงงานคนหนุ่มสาว เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้กำแพงภาษีมาบีบบังคับทางอ้อมให้คนหนุ่มสาวรีบแต่งงาน จากนั้นก็รีบเร่งผลิตประชากรออกมา เพื่อให้ทันกับการรองรับตลาดแรงงานในอนาคต แหม !ทำยังกะมนุษย์เราเป็นสัตว์เศรษฐกิจยังงั้นแหละ บังคับให้เกิด บังคับให้กิน บังคับให้เติบโต บังคับให้แพร่เผ่าพันธุ์ สุดท้ายคงมีการบังคับให้ตายด้วยละมั้ง ฟังดูแล้วเหมือนนิยายใช่มั้ยล่ะ แต่ว่านิยายเรื่องที่ไม่น่าเกิดมันก็เกิดขึ้นมาจนได้ครับ (ผมก็ไม่ทราบว่าท่านๆทั้งหลายเอาอะไรมาคิดและวิเคราะห์เหมือนกัน) แต่ก็ไม่ต้องแปลกใจครับในประเทศสารขันธ์อะไรแปลกๆมักเกิดขึ้นได้เสมอ

แต่สำหรับผมแล้ว มองว่ามันคงเป็นแค่เรื่องขำขันคลายเครียดเท่านั้น ในการที่จะนำมาปฏิบัติบังคับใช้ให้ได้จริงๆนั้นคงเป็นไปได้ยาก ขนาดแค่นำเสนอยังโดนจวกซะเละเทะ นี่ยังไม่นับขั้นตอนต่างที่จะต้องนำมาประกอบการบังคับใช้อีกจำนวนมากมายหลายขนาน (ไม่ทราบว่าท่านผู้รู้ท่านได้เตรียมการคิดไว้บ้างหรือยัง)เป็นต้นว่า ขอบเขตหรือคำจำกัดความของคนโสดนั้นคืออะไร? แล้วจะมีวิธีการตรวจสอบและยืนยัน ความเป็นโสดได้อย่างไร? อายุแค่ไหนที่ยังไม่มี ผัว-เมีย ถึงจะเริ่มเรียกว่าโสด และจุดสิ้นสุดมันอยู่ตรงไหน? พระ-เณร-ชี-ทหาร-ตำรวจชายแดน-โจรผู้ร้ายที่ถูกคุมขัง ทั้งหลายรวมอยู่ในข่ายนี้ด้วยหรือไม่? อีกทั้งกลุ่มคนที่ไม่อยู่ในฐานภาษี-กลุ่มคนผู้พิการหรือบกพร่องด้วยสาเหตุต่างๆจะมีวิธีการปฏิบัติอย่างไร? ไหนจะกลุ่มคนประเภทที่สามทุกรูปแบบคุณจะเอาอย่างไรกับพวกเขาดี? โอ๊ย! แค่คิดเล่นๆแบบนักวิชาเกินอย่างผมยังรู้สึกปวดหัวเลยครับ แต่จริงๆแล้วเท่าที่ผมเห็นนะ คนโสดส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่สามารถอยู่ด้วยตนเองได้ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง พูดง่ายๆก็คือคนที่มีตังค์นั่นแหละครับ ส่วนคนจนๆหรือคนหาเช้ากินค่ำทำงานรายวัน กลุ่มคนประเภทนี้ส่วนใหญ่มักจะมีครอบครัวเร็ว เพราะต้องการคนมาช่วยหารค่าใช้จ่ายหรือร่วมสร้างฐานะด้วยกัน ทีนี้พอแต่งงานมีครอบครัว มีลูกก็ไม่สามารถดูแลได้เพราะยังต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงานหากินหาจ่ายไปวันๆและเพื่อการสร้างฐานะดังตั้งใจไว้ ภาระการเลี้ยงดูทั้งหลายก็เลยตกไปอยู่กับปู่ย่าตายายที่บ้าน ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะเอาเงินไปสนับสนุนช่วยเหลือและลดภาษีให้กับครอบครัวที่มีลูก 2-3คนเหล่านั้น แต่กับข้อเสนอที่ว่าจะบังคับใช้มาตรการภาษีกับกลุ่มคนที่ไม่อยากมีครอบครัว ไม่อยากมีลูกทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการผมว่าไม่..จะดีกว่ามั้งครับ

พูดกันเล่นๆนะผมว่า ถ้าอยากได้ภาษีแบบเต็มๆจากการเรียกเก็บจากคนโสดนั้นมันไม่ง่ายนักหรอกครับ เพราะว่าการเลิกเป็นคนโสดนั้นมันง่ายซะยิ่งกว่าการเดินไปขึ้นรถเมล์หน้าปากซอยซะอีก ถ้าไม่เชื่อลองประกาศบังคับกฏหมายดูสิ ไม่ทันได้เก็บภาษีหรอกคนโสดทั้งหลาย ก็กลายเป็นคนไม่โสดกันหมดแล้ว (ผมเชื่อว่าเค้ามีวิธีการของเขาละกันน่า)ถ้าอยากเก็บภาษีแบบง่ายๆ และหลีกเลี่ยงได้ยากแล้วละก็ ผมขอเสนอให้จัดเก็บ"ภาษีคนอ้วน"แทนการเรียกเก็บ "ภาษีคนโสด"น่าจะดีกว่าแน่นอนครับ ดังที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า "ความอ้วน" เป็นบ่อเกิดแห่งโรคภัยทั้งหลายอาทิเช่น เบาหวาน ความดัน ไขมัน โรคหัวใจ ฯลฯ ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้และบุคลากรส่วนหนึ่งไปในการดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นการดีครับที่เรียกเก็บภาษีจากความอ้วน อ้วนมากจ่ายมากอ้วนน้อยก็จ่ายน้อย คำจำกัดความก็ไม่ยาก ไม่ว่าหญิง ชาย เด็ก คนแก่ พระเณร บุคคลเพศที่สามทั้งหมด หากดัชนีมวลกายเกินพิกัดก็ถือว่าอ้วน วิธีการตรวจสอบก็ไม่ยุ่งยากถึงเวลายื่นแบบเสียภาษีก็จับขึ้นตาชั่งๆน้ำหนักหาดัชนีมวลกายกันไปเลย เกินเท่าไหร่ก็จ่ายกันไปตามอัตราที่ตกลงกันไว้เช่น ถ้าดัชนีมวลกายเกินไป 0.1 ก็เสียภาษี 100 บาทเป็นต้น ในปีต่อๆไปถ้าสามารถลดน้ำหนักลงได้ก็สามารถนำมาหักลดหย่อนคืนได้ตามกระบวนการขอคืนภาษี สำหรับกลุ่มคนที่ไม่อยู่ในฐานภาษีก็ให้ใช้ข้อมูลจากโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชลรวมถึงคลีนิกต่างๆ ซึ่งต้องทำการตรวจวัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก วัดความดัน อันเป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นปกติทุกครั้งอยู่แล้วก่อนที่เราจะเข้าไปพบแพทย์(ใครคิดจะไม่เข้าโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลต่างๆบ้างก็แล้วไป วันนี้ไม่เข้าสักวันก็ต้องเข้า ยังไงก็ต้องได้ข้อมูลส่วนนี้อยู่ดี ถ้าตรวจสอบพบว่าอ้วนมานานแล้วก็เก็บภาษีย้อนหลังซะให้เข็ด ยกเว้นคนอยากอ้วนและเต็มใจเสียภาษี(อันนั้นไม่ว่ากัน)หรือผู้ที่แพทย์ระบุว่าเป็นผู้ป่วยโรคอ้วน หรือมีผลข้างเคียงจากการรักษาทำให้เกิดความอ้วนโดยไม่ได้ตั้งใจ)

แบบนี้น่าจะดีที่สุดนะผมว่า มาตรการนี้คงไม่ค่อยกระทบกับคนจนๆ ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศเท่าไหร่ เพราะว่าคนจนๆส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยอ้วนหรือมีบ้างที่อ้วนก็น้อยคนก็ไม่เห็นต้องกังวลอะไร กลุ่มคนที่น่าจะกังวลใจมากที่สุดก็คือ กลุ่มคนผู้มีอันจะกินนี่แหละครับ มีเงินมากกินมาก กินหมูเห็ดเป็ดไก่ ฯล ห่างไกลน้ำพริกผักจิ้ม ยิ่งกินมากเหลือสะสมมากก็อ้วนมาก หากไม่หาวิธีลดให้ได้ก็จ่ายภาษีซะให้อ่วมอรทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบต่อบุคคลทั่วไป เช่น หมอ พยาบาล (ถ้าอ้วนซะเองจะไปแนะนำใครเค้าได้) ทหาร ตำรวจ (นี่ยิ่งแล้วใหญ่ ถ้าอ้วนแล้วจะไปวิ่งจับโจรผู้ร้ายทันที่ไหนกัน) ครูบาอาจารย์ นักวิชาการทั้งหลาย ฯล (นี่ก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะว่าเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำและคำสั่งสอน)บุคคลสาธารณะต่างๆ เช่น ดารา นักแสดง นักร้อง นักดนตรี พิธีกร นักการเมือง ฯล(คือกลุ่มบุคคลที่ต้องเป็นแกนนำและทำตนเป็นตัวอย่าง) ซึ่งต้องทำหน้าที่เป็นตัวอย่างที่ดีและต้องสามารถให้คำแนะนำผู้อื่นได้ด้วย ถ้าหากยังทำตัวอ้วนซะเองก็ต้องเก็บภาษีมากกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไปสักสองเท่า (โทษฐานอ้วนในหน้าที่) เชื่อผมเหอะแค่ปีแรกปีเดียวก็ไม่มีที่จะเก็บเงินภาษีแล้วล่ะครับ รับรองว่าพอประกาศใช้ปุ๊บปีแรกนี่ลดน้ำหนักกันไม่ทันแน่นอน ด้วยวิธีการตรวจสอบแบบง่ายๆหมดสิทธิ์หลีกเลี่ยงครับใครอ้วนใครผอมก็เห็นกันอยู่จะๆ วิธีการนี้แหละครับ จะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายให้กับประชาชนและลดรายจ่ายของรัฐไปในตัว ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเห็นๆ

ทั้งหมดมันก็เป็นเพียงความคิดบ้าๆเรื่อยเปื่อยของผมคนเดียวนะครับ หวังว่ามันคงไม่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่งั้นคงโดนด่าจมหูเหมือนกัน แต่ก็อย่างว่าละครับผู้ได้รับผลกระทบเค้าก็คงมีวิธีการแก้ไข หลีกเลี่ยงไปจนได้หละน่า จากประสบการณ์ของผมเมื่อครั้งยังมีหน้าที่รับผิดชอบด้าน ISO อยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง วิธีการแก้ปัญหาแบบหนึ่งที่นิยมกันมากก็คือ ข้อไหนที่เขียนไปแล้วทำไม่ได้ ตรวจทีไรโดน CARทุกที แก้ไม่ไหวจริงๆก็แก้ไข QP,WI ใหม่ซะ ใส่และหรือเข้าไปก็ง่ายขึ้น แย่สุดๆจริงก็ลบมันทิ้งไปเลยสิ้นเรื่อง (หลายๆแห่งคงใช้วิธีเดียวกัน) แนวทางการแก้ไขเรื่อง การพิจารณาตรวจสอบความอ้วนก็คงจะคล้ายๆกัน เมื่อลดน้ำหนักไม่ได้ก็ต้องแก้ไขมาตรฐานการตรวจสอบในรายละเอียดปลีกย่อยกันละทีนี้ คงมีการเติม และ/หรือ เต็มไปหมดในหัวข้อการตรวจต่างๆ เราอาจจะได้เห็นกฏเกณฑ์ใหม่ๆในการหาน้ำหนักมาตรฐานซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามดุลยพินิจของคนร่างกฏหมาย เป็นต้นว่า ผู้มีน้ำหนักไม่เกิน 100 กิโกรัมถือว่ามาตรฐานเกินจากนั้นคือน้ำหนักเกินปกติ น้ำหนักมากกว่า 150 กิโลกรัมถือว่าอ้วน (ว่ากันไปนั่นเลย แก้ไขตัวเองไม่ได้ แก้ไขกฏซะเลยง่ายดี)

สรุปแล้วก็คือ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเก็บภาษีเพิ่มด้วยวิธีการใดๆก็ตามที ล้วนแล้วแต่ไม่ดีทั้งนั้นแหละสำหรับคนที่มีหน้าที่เสียภาษีแบบเต็มๆอยู่แล้ว ไหนจะภาษีเงินได้ ภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสังคม ฯล แค่นี้เงินเดือนก็แทบจะไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว ยิ่งคนโสดไม่ต้องพูดถึง เสียเต็มๆทุกเม็ด จะมองหาอะไรมาลดหย่อนก็ไม่มี หนำซ้ำยังจะมาโดนเรียกเก็บเพิ่มเข้าไปอีก มันน่าช้ำใจมั้ยล่ะ สำหรับคนโสดท่านใดที่ฐานเงินเดือนไม่ถึงไม่เสียภาษีอยู่แล้วก็ดีใจด้วย แต่ถ้าคนโสดท่านใดที่เสียภาษีเต็มๆอยู่แล้ว ก็ต้องช่วยกันภาวนาอย่าให้ผ่านกฏหมายออกมาบังคับใช้ก็แล้วกันละครับงานนี้ สำหรับเรื่องภาษีคนอ้วนนั้น ก็ขอให้เป็นแค่เรื่องอ่านสนุกสนานกันเล่นๆนะครับอย่าไปซีเรียสกับมันมากนัก แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีการเรียกเก็บหรือไม่เรียกเก็บภาษีคนอ้วนก็ตามที คงจะเป็นการดีกว่าถ้าเราทุกคนรู้จักดูแลตัวเองไม่ให้อ้วน และรักษาสุขภาพให้แข็งแรงให้ได้นานเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายขอให้ผู้อ่านทุกท่านโชคดีไม่เสียทั้ง"ภาษีคนโสด"หรือว่า"ภาษีคนอ้วน"ก็แล้วกันครับ...

ขอบคุณภาพประกอบเรื่องจาก http://www.posttoday.com

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คนเดียวเที่ยวลาวเหนือ ตอน วังเวียง กุ้ยหลินเมืองลาว 2

Inside วังเวียง
      
 24 ตุลาคม 2555    หกโมงเศษๆตื่นนอนมาด้วยความสดชื่นเพราะเมื่อคืนพักผ่อนเต็มที่ ยังเช้าอยู่มากอากาศเย็นๆไม่ถึงกับหนาว   ผมเลือกเดินเล่นไปเรื่อยๆครับ ดูบรรยากาศตลาดเช้าของชาวบ้าน พวกเขาเก็บผักเก็บหญ้าในท้องถิ่นวางขายแบบแบกะดิน    มีทั้งของกินได้และของที่ต้องนำไปปรุง ปลาสด ปลาไหล ปลาแห้ง นกตะขาบ นกเค้าแมว อย่างละตัวสองตัวก็เอามาวางขาย     พระและเณรเริ่มออกบิณฑบาตร ผู้เฒ่าผู้แก่เตรียมข้าวปลาอาหารมารอใส่บาตร เห็นผมยืนดูอยู่พวกเค้าก็เลยเรียกให้มาใส่บาตรด้วยกัน ที่นี่พระและเณรเยอะมากครับ รับบาตรเสร็จก็ให้พรเสียงดังลั่น จากนั้นผมก็แยกออกมาเดินเล่นไปเรื่อยๆกลับเข้ามาที่พักทางอีกด้านนึง (ถนนที่นี่จะเดินวนทะลุถึงกันได้หมด)   พอดีเจอร้านลมโชยบาร์เบอร์แบบลาวอยู่ร้านนึงเลยถ่ายรูปมาให้ดูกันครับ


       8.00 นิดหน่อยหลังจากเตรียมสัมภาระเล็กน้อย กล้องและแบตเตอรี่พร้อม พร้อมออกลุยกันแล้วครับวันนี้ อันดับแรกไปที่ร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ที่หมายตาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ได้ฮอนด้าเวฟ 100 มาคันนึงพร้อมแผนที่ท่องเที่ยวซึ่งทางร้านทำขึ้นมาเองเพื่อแจกให้กับลูกค้า ในราคา 40000 กีบ ไม่รวมน้ำมัน(ใช้พาสปอร์ตเป็นมัดจำด้วย) หลังจากขับไปเติมน้ำมันอีก 20000 กีบ แล้วก็เลยขี่เล่นตามถนนเส้นหลักที่เดินทางมาเมื่อวาน ผ่านทุ่งนาสีเหลืองทองเป็นระยะๆ ภูเขารูปร่างแปลกตากับแสงแดดอ่อนๆยามเช้า อากาศสดชื่นจริงๆครับ ไม่นานก็ถึงซุ้มประตูยินดีต้อนรับสู่วังเวียง ถ่ายรูปเก็บไว้หน่อย จากนั้นจึงย้อนกลับเข้าเมืองอีกครั้ง เพื่อหาอาหารเช้ารองท้องซะก่อน ผมเลือกร้านโจ๊กร้านนึงที่เห็นก่อนเลยไปเติมน้ำมัน โจ๊กใส่ไข่แบบลาว 1 ชามปาท่องโก๋อีก 2 ตัว สนนราคามื้อนี้ 10000 กีบครับ

   
        หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อย ผมเริ่มออกเดินทางตามแผนที่ที่ได้มา เริมด้วย น้ำตกแก่งยุ้ยก่อนเลยครับ ขับไปจนสุดทางแล้วเลี้ยวซ้ายระยะทางบอกว่าแค่ 6 กิโลเมตร แต่ด้วยประสบการณืเที่ยวน้ำตกในเมืองไทย ผมไม่เชื่อครับ พอยิ่งลึกเข้าไปเรื่อยๆบ้านเรือนเริ่มห่าง หนทางเริ่มขรุขระขึ้น ใจคอเริ่มไม่ดีครับจะกลับก็เสียดายมาได้ประมาณครึ่งทางแล้ว อากาศก็เริ่มร้อนขึ้น กัดฟันลุยต่อครับเป็นงัยเป็นกันถ้าเกิดยางรั่วเต็มที่ก็เข็นเอาล่ะ สักพักก็เจอสะพานมีป้ายชื่อหมู่บ้าน(สนับสนุนโดยเป๊บซี่) พยายามอ่านได้ความว่าบ้านนาด้วง ดูในแผนที่แล้วอีกไม่ไกลแล้ว แวะถ่ายรูปก่อน น้ำด้านล่างใสมากและค่อนข้างเย็นมาก วักล้างหน้าซักทีเย็นชื่นใจหายเหนื่อยเลยครับ


       พร้อมแล้วออกเดินทางต่อครับ มาถูกทางแล้วแค่วิ่งตามทางไปเรื่อยๆ ประมาณ1ชั่วโมงผ่านไป เห็นป้ายบอกทางไปน้ำตกอีก 110 เมตร (คงจะหลอกกันอีกแล้วเมื่อสักครู่ผมว่ามากกว่า6กม.แน่นอน) ที่ริมสะพานแห่งนึงแต่ไม่รู้ว่าตรงนี้ชื่ออะไร แต่ดูร่องรอยแล้วคงเคยเป็นร้านอาหารมาก่อนแต่คงเลิกราไปนานแล้ว น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลาเหมือนกับสะพานที่แล้ว อาจจะเป็นคลองเส้นเดียวกันก็ได้ น้ำที่นี่ค่อนข้างใสและกลิ่นสะอาดแบบธรรมชาติจริงๆครับ


     ขับมอเตอร์ไซค์ไปตามเส้นทางขรุขระไม่นาน ถึงแล้วครับเขตน้ำตกแก่งยุ้ยเพราะมีด่านเก็บตังค์ตั้งรออยู่ตามระเบียบ และผมก็จ่ายไปตามระเบียบครับ 10000 กีบ ขับจากด่านไม่ไกลเท่าไหร่ ถึงแล้วครับ ด้านหน้าทางเข้าน้ำตก ประมาณ 8.00 โมงกว่าๆ ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมีแต่ร้านค้ากำลังเปิดร้านอยู่ 2-3 ร้านผมจอดรถไว้ข้างร้านค้าและเริ่มเดินเข้าสู่เส้นทางชมน้ำตก ผ่านสะพานปูนแบบง่ายๆ เริ่มเห็นสายน้ำเล็กตามเส้นทางเดินได้ยินเสียงแมลงป่าและน้ำตกดังมาไกลๆแล้วครับ


     เดินเข้าไปไม่ไกลมีป้ายบอกทางเป็นระยะ และแล้วก็มาถึงครับ น้ำตกแห่งยุ้ย ไม่อลังการงานสร้างเหมือนอย่างเหมือนที่คิดไว้แฮะ คุณยายเจ้าของโรงแรมแกบอกสวยนักสวยหนา พอมาเห็นกับตาแล้วก็รู้สึกผิดหวังนิดๆครับ แต่ก็สวยงามตามสมควรครับ รู้สึกว่าจะเป็นน้ำตกชั้นเดียวเพราะลองหาทางขึ้นดูแล้วไม่มี อาจจะเป็นไปได้ว่าผมมาในช่วงที่น้ำน้อยก็เลยไม่ค่อยสวยเท่าที่ควร


      หลังจากใช้เวลาอยู่ที่น้ำตกพักใหญ่ พอหายเหนื่อยจึงเดินกลับออกมา บริเวณร้านค้าเริ่มคึกคัก มีนักท่ิงเที่ยวเิ่ริ่มเข้ามาบ้างแล้ว ร้านส้มตำกำลังเปิดให้บริการ ซื้อน้ำดื่มแช่เย็น1ขวด 8000 กีบ (ซื้อในเมือง 3000 กีบ) ปลานิลเผากำลังหอมยั่วน้ำลายได้ที่ ลองสอบถามราคาดูประมาณ 80 บาทต่อตัวครับ แม่ค้าตัวน้อยจับปูน้ำตก(ลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับปูนาบ้านเรา) ใส่ชะลอมสานง่ายมาวางขาย สนนราคาประมาณ 10000-15000 กีบต่อ20ตัวครับ

     
     ดื่มน้ำเย็นเดินเล่นอยู่แถวๆนั้น ค่อยเริ่มออกเดินทางออกจากน้ำตก นักท่องเที่ยวเริ่มสวนทางมาเรื่อยๆ เช่ารถมอเตอร์ไซค์มาบ้าง จักรยานบ้างเป็นสีสันระหว่างครับ แต่ขากลับนี่รู้สึกว่าเร็วครับ ไม่นานก็มาถึงปากทางที่เลี้ยวเข้ามา ผมเลือกเล้ยวไปทางขวาป้ายบอกทางบอกว่าไปหลวงพระบาง ขี่รถกินลมชมวิวตามริมทางไปเรื่อยครับ แวะเข้าถ่ายรูปตามเส้นทางแยกลงสู่แม่น้ำซองที่ใช้เป็นจุดล่องห่วงยาง กิจกรรมยอดฮิตของที่นี่ รองจากพายเรือ ขี่ไปเรื่อยๆสัก2-3 กม.  เวลาคงเลยเที่ยงมาแล้วอากาศกำลังร้อนสุดๆ ตัดสินใจกลับดีกว่า ไม่นานนักผมก็มานั่งอยู่ที่ร้านขายแซนด์วิชและน้ำปั่นที่ถามหาโรงแรมจากเค้าเมื่อวาน ผมสั่งแซนด์วิชทูน่า 1 อัน (เค้าเรียกกันอย่างนั้นจริงๆครับ) กาแฟเย็น 1 แก้ว กล้วยหอมอีกลูก แซนด์วิชที่นี่ขนาดใหญ่มากครับผมว่า2คนหารนี่ยังอิ่มสบาย สนนราคาทั้งหมดก็ 25000 กีบ
 

     หลังจากมื้อกลางวันแบบง่ายๆเรียบร้อยแล้ว ผมตัดสินใจว่าคืนนี้คงจะอยู่ต่อที่วังเวียงอีกซักคืนพรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทาง จะไปต่อหรือจะกลับค่อยวากันอีกที ก็เลยแวะเข้าไปที่พักไปจ่ายเพิ่มไว้อีก 1 คืน 350 บาท จากนั้นจึงออกเดินทางต่อไปยังจุดที่เป็นสะพานข้ามไปแหล่งท่องเที่ยวประเภทถ้ำ ซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของแม่น้ำซอง และเช่นเคยครับค่าผ่านทาง 15000 กีบ


      วิวระหว่างหัวสะพานและท้ายสะพานครับ สังเกตุได้ว่าแม่น้ำซองช่วงนี้ใสมาก ใสจนสามารถมองเห็นพื้นกรวดด้านล่างเลยครับ ดูแล้วน่าจะเย็นมากซะด้วย ลงจากสะพานแยกขวาไปสะพานส้ม ถ้ำจัง แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอีกที่นึงของวังเวียง แต่คราวนี้ผมขอเลือกไปทางขวาก่อนละกันครับ ตระเวนตระกูลถ้ำทั้งหลายที่อยู่ไกลออกไปก่อน แหล่งใกล้ๆเว้นไว้ก่อนถ้าคราวหน้ามีโอกาสค่อยมาเก็บอีกที


     ระหว่างเส้นทางที่จะไปยังถ้ำต่างๆ สองข้างทางก็จะเป็นเป็นทุ่งนาแต่ส่วนใหญ่จะถูกเก็บเกี่ยวแล้ว เหลือแต่ตอซังทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า สภาพบ้านเรือนก็อย่างที่เห็นครับ ถนนหนทางยังเป็นทางลูกรัง ขรุขระและฝุ่นเยอะมาก ระยะทางระหว่างถ้ำแต่ละถ้ำก็ไม่ไกลกันมากและเสียค่าเข้าชม 10000 กีบเหมือนกันทุกที่ครับ และบางถ้ำก็ต้องว่าจ้างคนนำทางท้องถิ่นด้วย ส่วนใหญ่ผมก็เลยได้แค่ดูอยู่ด้านนอก ไม่ได้เข้าชมภายในเลยสักถ้ำเดียวเพราะมีเวลาน้อยและคนเดียวค่าใช้จ่ายจะสูงมาก ถ้าจะเที่ยวให้ทั่วคงทำไม่ได้ในวันเดียวแน่ๆแต่ว่าแค่ได้มาถึงก็คุ้มแล้วครับ


     แวะเที่ยวไปเรื่อยๆตามแผนที่ รู้สึกว่าผมมาไกลพอสมควรครับแต่ไม่รู้ว่าสุดทางตามแผนที่หรือยัง แผนที่ตอนหลังนี่เริ่มสับสนยังไงบอกไม่ถูก ผมเลยตกลงเลือกแวะที่นี่เป็นที่สุดท้าย ชื่ออะไรจำได้ไม่แน่ชัดและเช่นกันครับ 10000 กีบก่อนตามธรรมเนียม ทางขวาเข้าถ้ำทางซ้ายไปลากูน (เค้าเรียกอย่างนั้น) ผมเลือกไปลากูนครับ แหล่งน้ำขนาดเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ตามทุ่งนาป่าเขา น้ำใสและเย็นมาก มีฝรั่งอยู่หนึ่งคน กับอีก1คู่ ญี่ปุ่นอีกสองมาก่อนหน้าผม รวมผมไทยอีกหนึ่ง น้ำเย็นมีสะพานและเชือกให้ห้อยโหนกระโจนน้ำเล่น ผมใช้เวลาอยู่ที่นี่นานเหมือนกัน เล่นน้ำเสร็จขึ้นมาพักผ่อน จากนั้นก็เล่นต่ออีกจนรู้สึกสบายตัว เวลาน่าจะประมาณบ่ายสองโมงได้ผมตัดสินใจออกเดินทางกลับ


ประมาณบ่ายสาม ผมกลับมาถึงสะพานที่ข้ามาอีกครั้ง ยังเหลือทางขวาครับ สะพานส้ม ถ้ำจัง แต่เมื่อดูระยะทางและเวลาที่เหลือแล้วผมคิดว่าเหนื่อยครับ และวันนี้ก็เดินทางมาพอสมควร เพราะอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ผิวเริ่มไหม้และร่างกายอ่อนเพลียสุดๆ สำหรับถ้ำจัง สะพานส้ม คงต้องขอยกยอดไว้คราวหน้า วันนี้ขอกลับที่พักอาบน้ำอาบท่าพักผ่อนก่อนดีกว่า ตื่นมาอีกที 5 โมงเย็นแล้วครับ ผมออกจากที่พักอีกรอบคราวนี้เลือกใช้เวลาที่ริมแม่น้ำเป็นส่วนใหญ่ อากาศเย็นสบายลมพัดพอเย็นๆ พระอาทิตย์กำลังจะลับเหยี่ยมเขา กิจกรรมทางน้ำกำลังคึกคัก เสียงฝีพายรุ่นหนุ่มของวังเวียงกำลังซ้อมเรือยาวกันดังลั่นลำน้ำ นักท่องเที่ยวบ้างก็พายเรือ บ้างก็ล่องห่วงยางกันอย่างสนุกสนาน


     หกโมงเย็นแล้ว อากาศเริ่มเย็นแสงเริ่มหมดลง ผมคงต้องหาอะไรรองท้องก่อนผมเลือกแวะไปที่ร้านเมื่อเช้าครับ เด็กนักเรียนชายหญิงลาวกำลังเดินทางกลับบ้านเหมือนกัน คราวนี้ผมสั่งเฝอหรือว่าต้มเส้นบ้านเราละครับ กินกับผักแนมที่หาได้ในท้องถิ่น  ถั่วฝักยาว โหระพา ถั่วงอก มีมะนาวสดให้ใส่ด้วย แต่ที่แปลกสุดๆคือในพวงเครื่องปรุงจะมีกระปุกผงชูรสมาให้ด้วย สงสัยว่ารสนิยมการกินของที่นีคงชอบแบบนี้กระมัง ค่าเสียหายมื้อนี้ 10000 กีบ หลังจากนั้นนำรถไปคืนและอย่าลืมเอาพาสปอร์ตกลับมาด้วยล่ะ ระหว่างทางเดินกลับที่พักแวะซื้อเสื้อยืดมาตัวนึง ใส่ซะหมดสต๊อกแล้วครับ ราคา 20000 กีบคุณภาพตามราคา กลับมาถึงที่พักนั่งกินเบียร์คุยกับยายแกเรื่องการเดินทางไปหลวงพระบาง ยายแกว่าจะไปมั้ยแกจะขายตั๋วให้ ผมถามราคาค่าใช้จ่าย แกว่าค่าตั๋ว 110000 กีบประมาณ 450 บาทไทย รวมราคาค่ารถรับส่งถีงสถานี ผมนับเงินที่เหลือดูปรากฏว่า เหลือเงินไทยประมาณ 3000 บาท เงินกีบเหลืออีกประมาณ แสนกว่าๆ คำนวณแล้วเงินไม่น่าพอสองจิตสองใจครับจะไปหรือกลับดี แต่ผมอยากไปต่อครับ ไหนๆก็เดินทางมาถึงที่นี่แล้ว ไม่มีโอกาสได้มาบ่อยๆ ก็เลยตัดสินใจไปกดเงินด้วยตู้เอทีเอ็มของลาวครับ ผมใช้บัตรไทยกดเงินมาอีก 500000 กีบประมาณ 2000 บาทไทยเสียค่าบริการไป 200000 กีบ กลับมาจ่ายให้ยายแกไปแกก็เขียนตั๋วให้ผมใบนึง  พร้อมด้วยค่าเบียร์อีก2ขวด 20000 กีบ แกว่าพรุ่งนี้รถจะมารับตอน 8 โมงเช้าให้ลงมารอด้านล่าง ผมรับคำจากนั้นจึงขอตัวออกไปเดินเล่นยามค่ำคืน แวะซื้อ ตับ+กึ๋นไก่ปิ้ง 5ไม้ 20000 กีบแกล้มเบียร์ 10000 กีบบุหรี่ลาวอีกซอง 6000 กีบ ระหว่างเดินชมแสงสีไปจิบไปเพลินดีครับ ไม่นานก็วนกลับถึงที่พัก จัดเตรียมกระเป๋า ชาร์จแบตทิ้งไว้ก่อนอาบน้ำอาบท่าเข้านอน สิ้นสุดการเดินทางอันแสนทรหดสำหรับวันนี้ ราตรีสวัสดิ์...วังเวียง


     สรุปรวมค่าใช้จ่ายในวันที่สองของการท่องเที่ยวที่วังเวียง ผมใช้จ่ายไปประมาณ 441500 กีบประมาณ 1800 บาทไทยไม่รวมกับที่เบิกถอนมาเพิ่มอีกประมาณ 2000 บาทตามรายละเอียดดังนี้ครับ
1.ค่าเช่ารถ+ค่าน้ำมัน 40000+20000=60000 กีบประมาณ 250 บาท
2.ค่าอาหาร+น้ำดื่ม3มื้อ 10000+25000+10000+8000=53000 กีบประมาณ 200 บาท
3.ค่าเข้าชม+ค่าผ่านทาง 55000 กีบประมาณ 220 บาท
4.ค่าที่พัก1คืน  87500 กีบประมาณ 350 บาท
5.ค่าตั๋วรถไปหลวงพระบาง 110000 กีบประมาณ 450 บาท
6.ค่าเสื้อยืด 1ตัว 20000 กีบประมาณ 80 บาท
7.ค่าเบียร์+กับแกล้ม+บุหรี่ 30000+6000+20000=56000 กีบประมาณ 220 บาท
8.ถอนเงินเพิ่ม+ค่าบริการ 500000+20000=520000 กีบประมาณ 2000 บาท

ติดตามต่อใน "คนเดียวเที่ยวลาวเหนือ ตอน หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก"

คนเดียวเที่ยวลาวเหนือ ตอน สะบายดี เวียงจันทน์

บ้านบึง – หมอชิต – หนองคาย – เวียงจันทน์



จุดเริ่มต้นของการเดินทางเริ่มมาจากช่วงวันหยุดยาวในอาทิตย์ปลายๆเดือนตุลาคม 2555 บริษัทหยุดต่อเนื่อง 3 วันในช่วงวันปิยะฯผมก็เลยพ่วงวันลาพักร้อนไปอีก 3 วันได้วันหยุดยาวประมาณ 1 อาทิตย์เต็มๆ สบายๆไม่ต้องรีบสำหรับพวกชีพจรลงเท้าอย่างผมครับ หลังจากจัดเตรียมสัมภาระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ก็พยายามชักชวนใครต่อใครหลายๆคน ให้เห็นดีเห็นงามว่าวันหยุดยาวๆทั้งทีเราจะหาเหตุไปออกทริปที่ไหนกันดี แต่โชคไม่ดีครับไม่มีใครว่าง คนที่ว่างก็ไม่มีวันหยุดลาพักร้อนพอที่จะลาได้อีก เคว้งเลยครับทีนี้ เอาไงดีหว่า ที่แรกก็ตั้งใจว่าอยากจะลงไปทางภาคใต้ ไปหาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานแล้วแต่ก็ต้องยกเลิกไปเพราะไม่สามารถติดต่อกันได้ เอาใหม่ทีนี้ วางแผนเดินทางขึ้นเหนือครับ เพราะมีพี่ที่ทำงานจะพาครอบครัวไปพักผ่อนที่ภูทับเบิกพอดี ก็กะว่าจะโดยสารไปกับพี่เค้าพักที่ภูทับเบิกซักหนึ่งคืน ตื่นเช้าผมก็จะแยกไปขึ้นรถประจำทางเดินทางต่อไปเชียงใหม่ จากนั้นจับรถต่อไปห้วยน้ำดัง กางเต๊นท์พักซักคืน วันรุ่งขึ้นก็ต่อรถไปปาย พักอีกซักคืนหรือ2คืน วันต่อไปค่อยย้ายเข้าแม่ฮ่องสอน พักสักคืนแล้วค่อยวนกลับกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ไม่ขาดไม่เกิน แต่ก็มีปัญหาอีกจนได้ครับ เนื่องจากภรรยาของพี่เค้าต้องการไปรักษาศีลที่วัดอะไรผมจำชื่อไม่ได้ เป็นวัดที่พี่เค้าเคยพาครอบครัวไปประจำ ก็เลยทำให้เค้าต้องออกเดินทางก่อนกำหนด1วัน ปรากฏว่าผมตกรถครับ ต้องเริ่มโปรเจคใหม่ละที่นี้ คืนวันที่ 20 ผมเริ่มหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ทว่าลำพังคนๆเดียวควรจะไปเที่ยวที่ไหนได้บ้างในงบประมาณไม่เกิน 10000 (ตอนนั้นมีเงินสดในมือประมาณ 8000 ) เริ่มจากห้องพันธ์ทิพย์ครับ อ่านรีวิวประเภทแบกเป้ไปเที่ยวคนเดียวประมาณนั้น หลังจากศึกษาข้อมูลได้พอสมควร สรุปได้ว่าผมตกลงใจจะไปลาวเหนือครับ ดูๆแล้วค่าใช้จ่ายพอไหว การเดินทางไม่ยากนัก ที่พักและอาหารการกินมีเยอะ และที่สำคัญความปลอดภัยและภาษาไม่เป็นปัญหา ตกลงว่าคืนนั้นผมรื้อกระเป๋าจัดใหม่เหลือเพียงเป้แบบสะพายหลังใบเดียว กล้อง+แบตเตอรี่สำรอง โทรศัพท์+สายชาร์จ ของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้าประเภทเสื้อยืดแห้งง่ายๆ กางเกงขาสั้น (ขายาว+รองเท้าผ้าใบใส่ติดตัวไป)รองเท้าแตะ (ไม่เตรียมก็ได้ครับ ที่ลาวมีขายทั่วไป ราไม่ค่อยแพงแต่คุณภาพก็ไม่ดีเช่นกัน) และที่ลืมไม่ได้กระเป๋าตังค์และตังค์ในกระเป๋า บัตรATM (ที่ลาวกดได้ครับ) บัตรเครดิตซัก 2-3 ใบเผื่อไว้ครับ และที่สำคัญพาสปอร์ตถ้าทำสำเนาไว้ด้วยยิ่งดี พร้อมแล้วเริ่มการเดินทางกันเลยครับ
18.00 21 ตุลาคม 2555 ผมซื้อตั๋วรถตู้ในราคา 120 บาท ออกเดินทางตอน 18.30 จาก อ.บ้านบึง ถึงหมอชิตประมาณ 20.00 มีเวลานิดหน่อยให้ทำธุระส่วนตัว จากนั้นก็ไปหาซื้อตั๋วรถทัวร์ กทม-หนองคาย ผมเลือกใช้บริการของแอร์อุบลรถนอน VIP ราคาตั๋ว 490 บาทขาเดียว ประมาณ 20.45 รถออกจากหมอชิต ระหว่างการเดินทางจะมีอาหารแจกให้ (กระเพรา-ไข่ดาว-ขนมปัง-น้ำ-นม ) พวกนี้ถ้ายังไม่ทานให้เก็บสะสมไว้นะครับ โดยเฉพาะน้ำดื่มเก็บได้เก็บเลย ภายหลังมันจะมีประโยชน์มาก จากนั้นแนะนำให้เอนเบาะพอสบายๆแล้วพักผ่อนให้เต็มที่เก็บแรงไว้จัดหนักวันพรุ่งนี้ครับ


6.00 22 ตุลาคม 2555 รถทัวร์เข้าเทียบท่าที่ บขส.หนองคาย ยังเช้าอยู่มากครับแต่ไม่ค่อยหนาว (ผมว่าอากาศพอๆกับชลบุรี) จัดการกับตัวเองก่อนครับ ล้างหน้าแปรงฟัน  เข้าห้องน้ำห้องท่าหาได้แถวๆ บขส.นั่นแหละครับ (เสียค่าบริการ) หลังจากนั้นก็จัดการฆ่าเวลาซะด้วย กระเพรา+ไข่ดาวและน้ำดื่มฟรีจากเมื่อคืน ตบด้วยกาแฟ ปาท่องโก๋แบบบ้านๆข้างๆสถานี ราคา 15 บาทต่อชุด (กาแฟ+น้ำชา+ปาท่องโก๋ 3 ตัว)


ประมาณ 6.30 จัดการพาตัวเองมาต่อแถวรอซื้อบัตรโดยสาร หนองคาย-เวียงจันทน์ ซึ่งที่จริงแล้วจะเปิดขายในเวลา 7.00 แต่ต้องมาต่อแถวรอไว้ก่อนครับ ถ้าอยากออกเดินทางด้วยรถเที่ยวแรกเวลา 7.30 เพราะว่าคนเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวลาวที่เดินทางกลับบ้าน  ส่วนน้อยก็จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ถ้าจำนวนคนเต็มแล้วต้องรอเที่ยวต่อไป ขนาดผมต่อแถวตั้งแต่ 6.30 ยังได้ตั๋วยืนมาเลยครับ อ้อ ลืมไปต้องใช้พาสปอร์ตหรือบัตรผ่านแดนชั่วคราวในการซื้อครับ แต่ถ้าไม่มีก็สามารถทำได้ที่ บขส หรือว่าที่หน้าด่านก็มีสถานที่รับทำเหมือนกันแต่เรืองราคาไม่แน่ใจ สำหรับผมใช้พาสปอร์ตซื้ในราคา 55 บาทบวกค่าธรรมเนียมอีก 5 บาท เรียบร้อยก็รอเวลาครับ 


7.30 รถโดยสารออกจากสถานีหนองคาย สังเกตุดูบนรถส่วนใหญ่เป็นผู้โดยสารชาวลาว มีคนไทยอยู่กลุ่มนึงมาด้วยกันประมาณซัก5-6 คน ก็เลยได้ทักทายกันทราบว่าพวกเขากำลังเดินทางไปเที่ยวเหมือนกับผม  มากันหลายครั้งแล้ว (แต่ผมเพิ่งมาครั้งแรก) เป้าหมายของพวกเขาอยู่ที่เวียงจันทน์  รถออกจากหนองคายมาสักพักก็เข้าจอดที่ด่านขาออกจากประเทศไทย ที่นี่ต้องทำการตรวจเอกสารพาสปอร์ต และเอกสารการขอออก-เข้าประเทศไทย ตรงนี้ไม่นานจากนั้นก็เดินทางข้ามสะพานมิตรภาพอีกสักพักรถก็จอดที่ด่านขาเข้าประเทศลาว ตรงนี้ต้องยื่นพาสปอร์ตและใบขอผ่านเข้า-ออกจากประเทศลาว (กรอกเป็นภาษาอังกฤษ) ถึงที่นี่ก็มีปัญหาอีกครับ ปรากฏว่าเอกสารที่ทางฝั่ง ตม.ของลาวต้องการใช้ใหม่กว่าของที่ผมได้มาจากฝั่งไทยทำให้เสียเวลาเขียนใหม่กันอีกรอบ ใช้เวลาไปพอสมควรครับที่นี่ (คำแนะนำถ้าไม่ชำนาญภาษาอังกฤษหรือภาษาลาว กระเป๋ารถสามารถช่วยเราได้)ข้อควรระวังการถ่ายรูปทุกชนิดบริเวณสถานที่ราชการของลาวถือเป็นการผิดกฏหมายครับ 


10.00โดยประมาณกับระยะทางประมาณ 25 กม.ใช้เวลาประมาณ 30 นาที รถโดยสารถึงบขส.เวียงจันทน์ บรรดาสามล้อเครื่อง รถสองแถว รถตู้ เข้ามารุมล้อมถามด้วยความห่วงใย ผมตัดสินใจเลือกใช้บริการของสามล้อเครื่องวัยหนุ่มคนนึง ขั้นแรกหาที่แลกเงินไทยเป็นเงินกีบซะก่อน สามล้อแนะนำให้เข้าไปทีธนาคารใกล้ๆกับ บขส นั่นแหละ จัดการแลกไป 4000 บาทไทยได้เงินมา ประมาณ 1040000 กีบลาว อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 260 กีบต่อ 1 บาทไทย (รวยขึ้นมาทันตาเห็นเลยครับ) จัดการซื้อซิมโทรศัพท์แบบเติมเงินของลาวพร้อมด้วยบัตรเิติมเงินรวมประมาณ 180  บาทไทย 45000 กีบ จากนั้นก็บอกให้ช่วยหาโรงแรมราคาไม่สูงมากและไม่ห่างจากแหล่งท่องเที่ยวนักให้ซักที่นึง สามล้อแกก็พาบึ่งมาส่งที่โรงแรมบุษราคัม (ห่างจากประตูไซยประมาณ 2ไฟแดง) สภาพพอใช้ได้ครับห้องแอร์+ทีวี สนนราคา 650 บาทต่อคืนรวมอาหารเช้า 1 มื้อ 172500 กีบ ค่าสามล้ออีก 80 บาทไทย 20000 กีบ (แปลงเงินกีบเป็นเงินไทยทีไรไทยมักจะขาดทุนตลอด) สรุปว่าคืนนี้นอนที่นี่ครับ 


11.00 โดยประมาณ หลังจากอาบน้ำอาบท่า อาหารกลางวันก็ได้นมกะขนมปังจากรถทัวร์นั่นแหละครับประทังไปก่อน จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองสบายๆ เตรียมกล้องถ่ายรูป ออกจากโรงแรมด้วยวิธีการเดินเป็นหลักครับ (เป็นความชอบส่วนตัว)อากาศข้อนข้างร้อนแต่ยังดีที่ทิวทัศน์มันแปลกตาก็เลยพอลืมเรื่องร้อนไปได้บ้าง เดินย้อนกลับมาทางเดิม 2 ไฟแดง เลี้ยวขวาเห็นประตูไซยอยู่ไม่ไกลนัก ออกแรงเดินสักพักก็ถึง ประตูไซยหรือประตูชัยอยู่ใกล้ๆกับที่ว่าการรัฐบาลลาว(น่าจะเหมือนทำเนียบรัฐบาลไทย) นักท่องเที่ยวชาวไทยเยอะมากครับที่นี่ ใครไม่มีกล้องมาก็ไม่ต้องกังวลครับ มีบริการถ่ายรูปให้เลือกเยอะแยะไปหมด สนนราคาตามขนาดครับ 4*6 ก็ประมาณ 20 บาท 5000 กีบ(ผมก็ถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึก 2รูป 40 บาท 10000 กีบ) อากาศไม่ค่อยเป็นใจท้องฟ้าไม่ค่อยเปิด ผมเลือกชมและถ่ายรูปแค่เล็กน้อยบริเวณด้านล่างและรอบๆ ตัวประตูแต่ไม่ได้ขึ้นไปด้านบน (ค่าเข้าชมด้านบน 20 บาทไทย 5000 กีบ) ต้องรีบทำเวลายังเหลืออีกหลายที่ที่อยากไป ก็เลยต้องตัดใจครับ


ใกล้ๆเที่ยง ผมจากประตูไซยเดินตรงต่อไปเพื่อไปวัดพระธาตุหลวง ถามทางจากช่างถ่ายรูปแกบอกว่าเดินตรงไปประมาณกิโลกว่า แต่ผมว่าต้องมี 2-3 กิโลแน่ๆ ไกลเหมือนกันนะแต่ไม่ต้องกลัวครับ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ (ชาวต่างชาติ) รวมถึงชาวบ้านเค้าก็เลือกเดินกันครับมีบ้างที่เช่าจักรยานปั่นมา ผมก็เดินๆตามเค้าไปไม่นานก็เห็นยอดพระธาตุสีเหลืองทองตั้งแต่ไกลๆ พอเดินไปใกล้ๆก็จะเห็นตัวพระธาตุชัดเจนขึ้น สีเหลืองงทองทั้งองค์ สวยงามมากๆครับ นักท่องเที่ยวบางตาคงเป็นเพราะว่าอากาศค่อนข้างร้อน และที่นี่ก็เช่นกันครับไม่มีกล้องก็มาได้สนนราคาเดียวกัน(ที่นี่ผมก็ถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกอีก 3รูป 60 บาท 15000 กีบ) น่าเสียดายที่ไม่ได้เข้าชมด้านในเพราะเป็นเวลาปิดพักเที่ยงพอดี เจ้าหน้าที่บอกต้องรอเวลาบ่ายโมงจะเปิดอีกที (ที่นี่ก็เสียค่าเข้าชมครับ) ก็เลยเดินชมได้แค่ด้านนอกและบริเวณรอบๆพระธาตุแค่นั้นก็คุ้มแล้วครับ ผมตัดสินใจไม่รอเพราะกว่าจะเปิดให้เข้าอีกทีก็ตอนบ่าย อาจจะพลาดโปรแกรมที่เหลือได้ หลังจากที่ได้กราบไหว้บูชาอนุสาวรีย์พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ผู้ก่อสร้างองค์พระธาตุฯเพื่อความเป็นศิริมงคลแล้วจึงเริ่มออกเดินทางย้อนกลับมาทางเดิม ระหว่างทางแวะซื้อน้ำดื่มเย็นๆ 1ขวด ราคาก็ประมาณ 12 บาท 3000 กีบ สอบถามได้ความว่า ถ้าเดินตรงไปเรื่อยๆก็จะผ่านตลาดเช้า สถานที่ชอปปิ้งยอดนิยมของเวียงจันทน์ เดินไปเรื่อยๆจนสุดถนน ก็จะเจอ หอคำ ซึ่งแต่เดิมเป็นพระราชวังที่ประทับของสมเด็จเจ้ามหาชีวิตของลาว หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองมีการใช้เป็นทำเนียบของประธานประเทศ ปัจจุบันใช้เป็นที่พักรับรองอาคันตุกะของประเทศ ถ้าเลี้ยวขวาจะไปตลาดนัดริมแม่น้ำ สถูปดำฯล ถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะเจอ หอพระแก้ว ตรงข้ามกับหอพระแก้วก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์วัดสีสะเกด


หอพระแก้ว ตอนบ่ายๆ ครับ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกตก่อนที่จะอันเชิญมาประดิษฐานไว้ที่กรุงเทพฯ บ้านเรา อดีตคงไม่ต้องเล่ากันมาก วันนี้มีนักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย เสียค่าเข้าชม 20 บาท 5000 กีบ (แต่ที่นี่ไม่มีช่างถ่ายรูปเลยอดมีรูปที่ระลึก) ด้านหน้าจะเป็นร้านขายของที่ระลึกประเภทแบบเรียนภาษาลาว ของเด็กๆชาวลาว น่าสนใจดีครับ เหมาะสำหรับผู้ที่อยากฝึกภาษาลาวแบบง่ายๆหรือเก็บเป็นที่ระลึกก็เหมาะครับ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงประเทศลาว เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น., 13.00 น. - 16.00 น. (ภายในหอพระแก้ว ห้ามการถ่ายรูปทุกชนิดครับ)


พิพิธภัณฑ์วัดสีสะเกด บริเวณด้านหน้าและทางเข้า เดินข้ามถนนมาจากหอพระแก้ว แต่เข้าไม่ทันปิดทำการซะก่อน แต่ไม่เป็นไรครับเวียงจันทน์อยู่ใกล้ที่สุดแล้ว วันหน้าหากมีโอกาสคงได้กลับมาเก็บละเอียดอีกรอบ


เดินข้ามถนนจากฝั่งหอพระแก้วผ่านหน้าหอคำ ตลาดนัดยามเย็นริมแม่น้ำกำลังตั้งร้าน สินค้าประเภทเสิ้อผ้า แผ่นหนังแผ่นเพลงส่วนใหญ่ก็เป็นของไทย ทางด้านนี้จะเป็นพวกร้านค้า ร้านอาหารและบาร์จำนวนมาก รวมถึงร้านกาแฟชื่อดัง โจมาคอฟฟี่ ไม่นานก็เจอป้ายบอกทางไปสถูปดำ เดินย้อนกลับขึ้นด้านบนไม่ไกลก็จะเจอ สถูปดำ ลักษณะเป็นเจดีย์เก่าๆองค์เดียวตั้งอยู่กลางบ้านเรือนแบบสมัยใหม่ ใกล้ๆกันเป็น ชาโตเดอลาว


ระหว่างทางเดินกลับโรงแรมที่พักครับ ถ่ายมาให้ฝึกอ่านภาษาลาวกันกับป้ายโฆษณาต่างๆ และเท่าที่เห็นธนาคารดังๆของไทยหลายเจ้าก็มีสาขาอยู่ที่นี่เหมือนกัน
    

จบภารกิจสำหรับภาคกลางวันสำหรับวันนี้ครับ กลับเข้าที่พัก อาบน้ำอาบท่า แต่งตัวลงมายืนเก้ๆกังๆอยู่หน้าโรงแรม เวียงจันทน์ยามราตรีช่วงนี้ไม่ค่อยคึกครื้น เพราะลาวกำลังจะจัดการประชุมใหญ่อะไรซักอย่าง ทำให้สถานบริการส่วนใหญ่ไม่ค่อยเปิดให้บริการ ผมก็เลยเลือกที่จะนั่งกินเบียร์อยู่ที่ร้านอาหารข้างๆที่พักนั่นเองกะว่าสักพักก็จะกลับขึ้นไปพักผ่อน แต่ที่ไหนได้ ลูกชายเจ้าของร้านที่นั่งกินกับเพื่อนๆของเขาอยู่หน้าร้าน พอทราบว่าผมเป็นคนไทยก็เลยเข้ามาชวนไปร่วมวงดื่มกินด้วยกัน เขาว่าพวกเขาเคยมาทำงานอยู่เมืองไทยหลายปี ตกลงแล้วค่ำคืนนั้นผมก็เลยนั่งดื่มกินอยู่กับเพื่อนใหม่ลูกชายเจ้าของร้านอาหารกับบรรดาเพื่อนๆสามล้อของเขาอีก 2-3คน ด้วยเบียร์ลาวรสชาดจืดๆไม่ค่อยถูกคอคนไทยราคาขายตกขวดละ 10000 กีบ 40 บาทไทย พวกเขาซื้อมาครึ่งลังพร้อมด้วยกับแกล้มอีกจำนวนหนึ่ง ผมซื้อเติมไปอีกลังนึง 100000 กีบ ประมาณ 400 บาทไทย ดึกดื่นพอสมควรก็ชักชวนกันยักย้ายไปเที่ยวผับแถวๆนั้นละครับ จนค่อนสว่างผับเลิกพากันไปหาอะไรร้อนๆกินก่อนนอน หมดค่าใช้จ่ายไปอีกประมาณ 100000 นึง กว่าจะกลับมาถึงที่พักเกือบตีสอง ผมต้องปลุกยามอยู่พักใหญ่กว่าจะเข้าโรงแรมได้ เรื่องงบประมาณ ถ้าไม่นับรวมค่าใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือยของผมประมาณ 800 บาทไทย 200000 กีบแล้ว ก็พอจะสรุปค่าใช้จ่ายสำหรับทริปชลบุรี-กทม-เวียงจันทน์ ได้คร่าวๆดังนี้ครับ
1 ค่ารถตู้ บ้านบึง-หมอชิต 120 บาท
2 ค่ารถทัวร์ หมอชิต-หนองคาย 490 บาท
3 ค่ารถโดยสาร หนองคาย – เวียงจันทน์ 60 บาท
4 ซิมและบัตรเติมเงินของลาว 180 บาท
5 โรงแรม+อาหารเช้า 650 บาท
6 ค่าผ่านแดน+ค่ารถ+ค่าถ่ายรูป+ค่าเข้าชม+ค่าอาหาร+อื่นๆ 300 บาท
รวมค่าใช้จ่ายขาไปโดยประมาณ 1800 บาทไทย ถ้ารวมขากลับถึงชลบุรีก็น่าจะเพิ่มอีกประมาณ 700 บาท  รวมแล้วไม่น่าเกิน 2500 บาทไทย น่าสนใจมั้ยครับเที่ยวเวียงจันทน์ 1วัน1คืนแบบคนเดียวในงบไม่เกิน 3000 บาทคุ้มครับ ผมว่าถ้า2คนช่วยกันหารค่ารถ ค่าโรงแรม ค่าอาหาร ฯล ค่าใช้จ่ายน่าจะลดลงได้อีกเยอะ ถ้าเพื่อนๆพอหาเวลาว่างได้แนะนำให้ไปเที่ยวกันนะครับ เวียงจันทน์ ใกล้ๆเมืองไทย ความปลอดภัยสูง ค่าใช้จ่ายไม่มาก ไม่มีปัญหาเรื่องภาษา ฯล ทั้งหมดก็เป็นข้อมูลคร่าวๆโดยผมเองครับ ทราบแล้วจัดกระเป๋าเตรียมตัวกันได้เลย ...

ติดตามตอนต่อไป "คนเดียวเที่ยวลาวเหนือ ตอน วังเวียง กุ้ยหลินเมืองลาว"

คนเดียวเที่ยวลาวเหนือ ตอน วังเวียง กุ้ยหลินเมืองลาว 1

เวียงจันทน์ - วังเวียง


    วันนี้วันที่ 23 ตุลาคม 2555 7.00 โดยประมาณ ผมตื่นนอนมาด้วยอาการปวดหัวและเจ็บคอเป็นกำลัง คงเป็นผลพวงมาจากงานสานสัมพันธ์ไทย-ลาว เมื่อคืน หลังจากอาบน้ำอาบท่า แต่งตัว เตรียมกล้องเสร็จสรรพ ผมก็ลงมาเดินโต๋เต๋อยู่หน้าโรงแรม ครัวของโรงแรมยังไม่เปิดให้บริการ ก็เลยตั้งใจว่าจะเดินไปตลาดเช้ามอลล์แหล่งชอปปิ้งยอดนิยม จริงๆแล้วมันก็ไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไหร่นัก แต่ด้วยสภาพร่างกายของผมตอนนี้แล้วเห็นท่าจะไม่ไหว  ก็เลยเลือกที่จะเดินเล่นอยู่แถวๆหน้าโรงแรมดีกว่า เช้าๆอากาศเย็นสบายเดินได้ไม่ค่อยเหนื่อย ร้านอาหารประเภท ปิ้งย่าง ก๋วยเตี๋ยว โจ๊ก กาแฟ ปาท่องโก๋ เริ่มเปิดให้บริการบริเวณหน้าร้านและริมฟุตบาท  เดินไปได้สักครึ่งชั่วโมงพอรู้สึกเหนื่อยก็เดินย้อนกลับมา กลับมาถึงครัวของโรงแรมเปิดแล้ว ได้การเลยจัดการอาหารเช้าซะก่อนดีกว่า ออมเล็ทมะเขือเทศ ขนมปัง ตบด้วยกาแฟแบบง่ายๆ ระหว่างนั้นก็วางแผนว่าวันนี้จะเอางัยดี อยู่ต่ออีกวันเพื่อเก็บละเอียดในส่วนที่เหลือ หรือว่าจะเลือกเิดินทางต่อดี หลังจากตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเมื่อวานนี้ผมใช้เงินไปทั้งหมดเกือบ 500000 กีบ (ประมาณ 2000 บาทไทย) ยังเหลือเงินอยู่อีกประมาณ 500000 กีบ เอาวะ ! เราไม่ได้มาบ่อยๆ ดังนั้น ผมเลือกเดินทางต่อครับ เป้าหมายต่อไป "วังเวียง" พร้อมแล้วตามมาเลยครับ
       ประมาณ 8.30 หลังจากเก็บข้าวของตรวจตราสัมภาระ จัดการคืนกุญแจเรียบร้อย ออกมารอรถอยู่หน้าโรงแรม มองดูสหายร้านข้างๆ ยังไม่มีทีท่าว่าจะเปิดเลยไม่ทันได้ร่ำลากัน พอดีรถสามล้อผ่านมา อ้าว ! นั่นมันหนึ่งในสหายสุราของผมเมื่อคืนนั่นเอง เขาแวะมาทักพร้อมกับรับอาสาจะไปส่งให้แต่ผมว่าขอจ่ายเงินดีกว่า 20000 กีบ (80 บาท) ไม่นานนักผมก็มายืนเก้ๆกังๆอยู่ที่ บขส เวียงจันทน์ ที่เดิมและทุกอย่างก็เหมือนเมื่อวาน ทุกคนรุมถามด้วยความเป็นห่วงอีกเช่นเคย ผมตอบว่าจะไปวังเวียง คนขับรถตู้คนนึงบอกว่ารถโดยสารเที่ยวเช้าออกไปแล้ว เที่ยวต่อไปต้องรอเที่ยง รถตู้ของเขากำลังจะออกตอน 9.00 จะไปมั้ย ผมถามราคาเขาว่า 300 บาทไทย ผมต่อ200แกไม่ยอม แต่ไม่มีเวลาแล้วครับ ผมเลือกไปรถตู้ร่วมกับฝรั่งชายหญิง 2 ไทย (ผมเอง) 1 ที่เหลือลาวล้วนๆ ความจุ 9 คนรวมคนขับ (ผมมาทราบภายหลังจากคุยกับฝรั่ง2คนนั้นว่าเขาจ่ายคนละ 400 บาท) อันนี้ผมว่าเมืองไทยก็เหมือนกันนะ ไม่รู้ว่าใครลอกใคร 
       9.00 รถตู้เริ่มออกเดินทาง ผ่านทุ่งนาป่าเขาสภาพแห้งแล้ง ฝุ่นมาก มีชุมชนตั้งอยู่ริมทางเป็นระยะๆ สภาพบ้านเรือนกึ่งปูนกึ่งไม้มองไปคล้ายภาคอิสานของเราเมื่อสักสิบปีที่แล้ว ถนนหนทางนี่ขอบอกว่า ปารีส-ดาร์กา ดีๆนี่เองครับ อากาศเริ่มร้อนขึ้นตามลำดับแต่อีตาโชเฟอร์แกก็พยายามจะปิดแอร์ตลอด (เผลอไม่ได้) เดี๋ยวแวะซื้อขนมปังฝากเมีย เดี๋ยวแวะเติมน้ำมัน เดี๋ยวแวะตามชุมชนริมทาง ทั้งๆที่คนเต็มคันแต่แกก็ยังพยายามหารายได้เสริมอยู่ตลอด โชคดีครับที่ไม่มีใครขึ้นมาเพิ่มเติมอีก ผมกะว่าประมาณซักครึ่งทาง ชาวลาวเริ่มทยอยลงไปเรื่อยๆ คณะสุดท้ายลงไปก่อนพวกเรา (ฝรั่ง2ไทย1) จะถึงวังเวียงเล็กน้อย รถวิ่งไปอีกไม่นานก็เห็นซุ้มประตูยินดีต้อนรับสู่วังเวียง อะฮ้า !ในทีสุดผมก็มาถึงครับ 3 ชั่วโมงโดยประมาณกับระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร "วังเวียง" แต่สุดท้ายก็ยังมีปัญหาครับ คุณโชเฟอร์แกไม่ยอมเข้าไปส่งให้ถึงถนนเส้นกลางที่ผ่านวังเวียง แกปล่อยให้พวกเราลงที่ริมถนนเส้นนอก (อันนี้ก็เหมือนไทยเรานะ) มันก็ไม่ไกลเท่าไหร่หรอกแต่มันเสียความรู้สึกครับ หลังจากลงจากรถเซย์กู๊ดบายกับเพื่อนร่วมทางฝรั่ง 2 คนแล้ว ผมก็เริ่มออกเดินตามถนนเส้นนึงมุ่งหน้าลงไปหาถนนเส้นกลางของวังเวียงท่ามกลางอากาศที่ร้อนแบบสุดๆ


      12.00 โดยประมาณผมเดินผ่านถนนเส้นกลางไปเรื่อยๆ บ้านเรือนสมัยเก่าปะปนกับบ้านเรือนแบบใหม่ๆ และที่กำลังก่อสร้างใหม่ในรูปแบบอาคารสูงๆก็มีเยอะเสียงจากการก่อสร้างดังทั่วบริเวณ สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาหินปูนรูปร่างแปลกตาเรียงรายอยู่ด้านหลังแม่น้ำซอง แซมด้วยสีเขียวของพันธ์ุไม้โอบล้อมอยู่รอบๆตัวเมือง อย่างนี้นี่เอง วังเวียง ถึงได้รับการขนานนามว่า กุ้ยหลินแห่งเมืองลาว จนถึง3แยกผมเลือกเลี้ยวไปทางซ้าย ผ่านอาคารที่กำลังก่อสร้าง ร้านขายแซนด์วิช ร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ ร้านอาหารที่เรียงรายตามสองข้างทาง ผมเลือกเดินเลาะข้างร้านอาหารร้านนึงลงสู่ริมแม่น้ำซอง ทีแรกเห็นก็ตกใจคิดว่าแม่น้ำซองทำไมสีขุ่นแบบนี้ แต่พอดูดีๆถึงเห็นว่า อ๋อ!แม่น้ำซองจริงๆแล้วมีเกาะกลางกั้นอยู่ แม่น้ำสายที่แยกมาด้านที่ติดริมฝั่งน้ำ้เลยสีก็เลยดูไม่ค่อยใสครับ


      หลังจากเดินกลับขึ้นมา แวะซื้อน้ำที่ร้านค้าร้านนึงราคา 3000 กีบ แล้วก็เลยสอบถามหาที่พักราคาไม่สูงมากนัก แม่ค้าแนะนำให้ 2-3 ที่ให้ผมลองเข้าไปเลือกดูเอา ตอนนี้ร้อนมากอยากอาบน้ำสุดๆ คิดว่าหาที่พักก่อนดีกว่า ผมเดินไปหาตามที่พักที่แม่ค้าบอก ที่แรกดูพลุกพล่าน ฝรั่งค่อนข้างเยอะข้ามไปก่อนครับ แห่งที่สองราคาถูกจริงแต่มันเหมาะกับแบคแพคที่ต้องการประหยัดสุดๆมากกว่า มาถูกใจแห่งที่สามครับ  วังเวียงอินน์ เจ้าของเป็นคุณยายแก่ๆแต่ภาษาอังกฤษนี่หายห่วงครับ อยู่กับหลานและลูกสาว แกเล่าว่าลูกเขยแกเป็นคนไทยทำงานอยู่แถวๆอยุธยานานๆจะมาสักที (ผมคุยกับแกตอนกลางคืน) ราคาห้องพัก พัดลม 300 แอร์ 350 ฟรีไวไฟแต่ไม่มีอาหารเช้า (มันก็ห้องเดียวกันแหละ ถ้าไม่เอาแอร์แกก็ไม่ให้รีโมทมา 55) ผมดูแล้วไม่ไกลจากร้านอาหาร ร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ ใกล้ๆแม่น้ำ (เสียอย่างเดียวเสียงดังครับแต่มันก็ดังไปทั่วน่ะแหละช่วงนั้นกำลังก่อสร้างกันทั้งวันทั้งคืน) ตกลงผมเลือกค้างคืนที่นี่ครับ


     หลังจากเก็บข้าวของเข้าที่เรียบร้อย ก็ลงมาตั้งใจจะไปหาอะไรกินก่อนเพราะเลยเวลาเที่ยงมานานแล้ว เดินเตร็ดเตร่เลือกไปเลือกมาอยู่หลายร้าน ผ่านวัดวัดนึงน่าจะเป็นวัดประจำเมืองก็ว่าได้ (มีวัดเดียว) เห็นเจดีย์รูปทรงแปลกตาก็เลยถ่ายรูปมาด้วย จนกระทั่งถึงร้านๆนึงเข้าทีมีที่ว่างด้านติดริมน้ำก็เลยตกลงใจนั่งที่นี่ สังเกตุดูลูกค้าส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง เมนูก็ทั่วๆไปครับ มีทั้งอาหารจานหนัก กุ้งหอยปูปลา อาหารจานด่วน ส้มตำ ลาบ น้ำตก รายการเหมือนๆที่บ้านเราแต่มีเมนูนึงสะดุดตามาก ผัดไทยครับ โอโห ผัดไทยของไทยมาดังถึงที่นี่ อย่างนี้ต้องลอง หน้าตาก็อย่างที่เห็นละครับแต่ผมว่ารสชาดคล้ายๆกับผัดมักกะโรนีมากกว่า สนนราคา 15000 กีบครับ (เงินไทยเท่าไหร่ลองคำณวนดู)


     เสร็จภารกิจกับอาหารกลางวัน กลับเข้าที่พักอาบน้ำอาบท่า นอนครับยาวเหยียดจนกระทั่ง 6 โมงเย็นเห็นจะได้ ตอนตื่นมารู้สึกข้างนอกเริ่มมืดแล้ว ผมรีบล้างหน้าล้างตาสะพายกล้องเดินท่อมๆออกมากะว่าจะเก็บภาพเวลาเย็นซะหน่อยแต่ริมน้ำมืดแล้ว เมืองที่อยูในหุบเขาจะมืดเร็วกว่าปกติ ก็เลยเดินดูบรรยากาศยามเย็นไปเรื่อยๆ อากาศเริ่มเย็นๆนิดหน่อย (ต่างจากตอนกลางวันซึ่งร้อนมาก) ผับและบาร์ริมทางเริ่มเปิดให้บริการบ้างแล้ว เสียงเพลงดังกระหึ่มกลบเสียงก่อสร้างมิดเลย ชาวต่างชาติเดินกันพลุกพล่าน บ้างก็นั่งจับกลุ่มประจำอยู่หน้าผับหรือบาร์ ผมไม่เจอคนไทยที่นี่เลยครับ เดินไปตามเส้นทางที่ผ่านมาตอนกลางวัน ร้านอาหารประเภท ไก่ ตับ กึ๋น ปิ้งย่างค่อนข้างเยอะ ร้านโรตีก็ค่อนข้างเยอะ ผ่านร้านโรตีร้านนึงแม่ค้าหน้าตาสวยร้องเรียกให้ช่วยซื้อ ผมเลยขอเธอถ่ายรูปแลกกัน โรตีใส่กล้วยแบบบ้านเรา สนนราคา 10000 กีบ น้ำเย็นๆอีกขวด 3000 กีบอยู่ละมื้อเย็น จากนั้นก็เดินเล่นไปเรื่อย ตั้งใจว่าจะลองนั่งบาร์ที่วังเวียงดูซะหน่อย แต่คนเดียวคงไม่สนุกแน่แถมสภาพร่างกายยังแย่อยู่เลยครับ ก็เลยเลือกเดินกลับที่พัก นั่งกินเบียร์ลาวไปเล่น face book ไปด้วย (ฟรีไวไฟ 3G ลาว ) คุยกับยายเจ้าของบ้านไปด้วย ยายแกดูทีวีช่อง5ไทยด้วย บังเอิญวันนั้นรู้สึกว่ามีการถ่ายทอดงานวันปิยะฯพอดี แกบ่นใหญ่เลยเพราะต้องดูถ่ายทอดรายการพิเศษแทนที่ละครสุดโปรดของแก 55 ผมนั่งคุยกับยายแกไปเพลินๆหมดเบียร์ไป 2 ขวดค่าเสียหาย 20000 กีบ จนเกือบประมาณ 3ทุ่มครึ่งจึงขอตัวกลับขึ้นห้องพักผ่อน จบภารกิจหนึ่งวัน ที่นี่แบบเหนื่อยๆ สำหรับคืนนี้ราตรีสวัสดิ์ฝันดีที่วังเวียงครับ


      สรุปค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากเวียงจันทน์มาวังเวียง รวมแล้วใช้จ่ายไป 233500 กีบก็ประมาณ 1000 บาทไทยตามรายละเอียดด้านล่างครับ
1. ค่ารถสามล้อ 20000 กีบ 80 บาท
2. ค่ารถตู้ 75000 กีบ 300 บาท
3. ค่าห้องพัก 87500 กีบ 350 บาท
4. ค่าอาหาร 31000 กีบ 125 บาท
5. ค่าเบียร์ 20000 กีบ 80 บาท

ติดตามต่อใน  "คนเดียวเที่ยวลาวเหนือ ตอน วังเวียง กุ้ยหลินเมืองลาว 2"