หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิตกับมุมมอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิตกับมุมมอง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557

เหตุผลฉลาดๆ ให้เอาไว้ให้คนไทยตอบว่าทำไมบอลไทยแพ้ ?


เพื่อนๆและน้องๆของผมหลายๆคนชอบบ่นว่า ดูบอลไทยเปลืองค่าไฟแท้ๆ 555 ถึงเวลานัดสำคัญๆทีไร มันต้องให้มีอันเป็นไปทุกทีสิน่า พับผ่าสิิ ! แล้วสำหรับคุณล่ะมีความเห็นเป็นเช่นไรกันบ้าง? ถ้ายังนึกไม่ออกลองอ่านดูเหตุผลด้านล่างนี้ มีผู้รู้พยายามรวบรวมหลากหลายสาเหตุ (แบบขำๆ) ที่มีการกล่าวถึงกันบ่อยๆจนชินหูว่าสาเหตุที่ทำให้ทีมฟุตบอลของเราแพ้เพราะว่า (.....) เผื่อว่าถ้ามีใครถามคุณว่า บอลไทยทำไมถึงแพ้วะ ? คุณจะได้มีเหตุผลดีเอาไว้ตอบเค้าไงล่ะ 555 และนี่คือเหตุผลยอดฮิิตติดอันดับที่ทำให้บอลไทยแพ้ ที่มีการรวบรวมเอาไว้ครับ 

01. สนามแฉะ เละเกินไป คอนโทรลลูกลำบาก 
02. สนามแห้ง แข็งเกินไป ลูกบอลขาดน้ำหนัก 
03. สนามนิ่มเกินไป ทำให้การส่งบอลไม่แน่นอน 
04. สนามแข็งเกินไป ลูกกระดอนจนกะทิศทางไม่ถูก 
05. ถึงสนามได้มาตรฐานอินเตอร์ แต่เราไม่ชินกับหญ้าและดิน ฝ่ายตรงข้ามอาศัยความชินกับสภาพสนามเอาชนะไปได้ 
06. ฝนตกทำให้ขาดสมาธิในการเล่น 
07. อากาศหนาว ทำให้เล่นไม่ออก เส้นยึด 
08. อากาศร้อน ทำให้นักเตะหงุดหงิด เล่นผิดเล่นพลาด 
09. นักเตะฝ่ายตรงข้ามเล่นรุนแรง ยั่วยุจนนักเตะของเราต้องไปไล่แจกหมาก 
10. นักเตะฝ่ายตรงข้ามเล่นสุภาพเกินไป ทำให้นักเตะเราเกร็งไปหมด 
11. เสียงเชียร์ฝ่ายตรงข้ามดังกระหึ่ม นักเตะตื่นสนามและกดดัน เล่นไม่ออกเลย 
12. เสียงเชียร์ฝ่ายไทยดังเกินไป นักเตะแบกรับความคาดหวังไว้สูงจึงพลาดง่ายๆ 
13. เสียงเชียร์ฝ่ายเราเบาเกินไป นักเตะไม่เกิดความกระตือรือร้น เล่นกันซังกะตาย 
14. กรรมการเป่าเข้าข้างเจ้าภาพจนเราแพ้ 
15. พอเราเป็นเจ้าภาพ กรรมการไม่เป่าเข้าข้างเราเราก็แพ้ 
16. เราแพ้เพราะรูปร่างและความสูง สู้พวกยุโรปไม่ได้ 
17. เราแพ้ความว่องไวกับเทคนิคของพวกลาตินหรืออเมริกากลางๆ ตัวเล็กๆ 
18. เราไม่เหมาะกับการเล่นสไตล์อังกฤษ 
19. เรายังไม่พร้อมกับการเล่นในสไตล์บราซิล 
20. เราเข้าใจผิด นึกว่าเค้าเอาทีมที่โหล่กะรองโหล่เข้ารอบ 
21. สงสัยว่าประตูฝ่ายเราจะกว้างกว่ามาตรฐาน เลยยิงเข้าง่าย (แจ้ง AFC หรือ FIFA ด่วน) 
22. หญ้ายาวไป ทำให้บอลกลิ้งช้า กะจังหวะยาก โดนตัดบอลไปเลย 
23. หญ้าสั้นไป ไม่อิ่ม เอ้ย! หญ้าสั้นไป บอลกลิ้งเร็ว กะจังหวะยากอีกน่ะ 
24. นักเตะเราใจร้อนไปหน่อย เลยเล่นพลาดและหวิดๆจะมีเรื่อง 
25. นักเตะของเราใจเย็นไปนิด ว่างๆก็เดินเล่นกันไปคุยกันไปกระจุ๋งกระจิ๋งบ้างเกาก้นไปเล่นไปบ้าง 
26. เราไม่ได้ใส่สีแดงที่เป็นเสื้อนำโชค 
27. ชื่อสนามฟุตบอลที่ใช้แข่งขันมันดันไปพ้องเสียงกับคำในภาษาตรินิแดดแอนด์โตเบโก้ ว่า "เห็นช้างเท่าหมู" ซึ่งเป็นอัปมงคลกับทีมไทยซึ่งใช้ช้างเป็นสัญลักษณ์ 
28. เมื่อเช้าลืมพานักเตะไปใส่บาตรแล้ววิ่งรอบศาลเจ้าแม่อึ้งย้ง9 รอบ เพื่อความเป็นสิริมงคล หรือไม่ก็เวลาไปเตะต่างประเทศ ไม่มีศาลเจ้าแม่อึ้งย้งหรือเจ้าพ่อจูกัดเหลียงให้บนบาน 
29. ส้วมที่ประเทศนี้ไม่สะอาด นักเตะและสตาฟขี้ไม่ออก การขี้ไม่ออกส่งผลให้เล่นไม่ออกในที่สุด 
30. โรงแรมที่พักเตียงนุ่มเกินไปนักเตะนอนกันเพลิน 
31. โรงแรมที่พักอยู่ใกล้สถานบันเทิงเกินไป นักเตะนอนไม่หลับ 
32. นักเตะเราเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง เพราะต้องบินอ้อมโลกสะสมไมล์เป็นงานอดิเรกด้วย 
33. อาหารไม่ถูกปาก 
34. ลูกบอลมันกลมไปหน่อย 
35. แฟนบอลไม่เชียร์ทีมไทยเลย ด่าได้ด่าเอา นักเตะเราไม่มีกำลังใจจะเล่น แงๆ แม่จ๋า พวกในอินเตอร์เน็ทมันว่าหนูอีกแล้ว

ปล.แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ... เราจะพาทีมบอลไทยไปบอลโลกปี 3006 ที่ติมอร์ตะวันออกเป็นเจ้าภาพได้ชัวร์ๆ

กระเซ้าเย้าแหย่กันเล่นเฉยๆนะครับบอลไทย อย่าไปคิิดมาก ถึงแม้ว่าพวกนายจะแพ้มากกว่าชนะหรือว่าจะเปลืองค่าไฟมากไปหน่อยก็ตาม แต่ผมก็ยังรักบอลไทยและติดตามเชียร์พวกนายทุกๆครั้งที่มีโอกาส ด้วยความหวังว่าสักวันทีมบอลไทยจะผงาดกลับมายืนในอันดับต้นๆของเอเชียได้อีกครั้ง และสามารถก้าวสู่เวทีระดับโลกได้อย่างที่พวกเราใฝ่ฝัน เป็นกำลังใจให้ สู้ต่อไปไทยแลนด์...

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เนท
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก บุญชิต ฟักมี

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บัญญัติ10ประการ..บริหารเสน่ห์


"เสน่ห์" ในที่นี้ผมขอตีความหมายตามแบบของตัวเองว่า มีความน่ารัก มีแรงดึงดูดให้คนสนใจ รักใคร่ เอ็นดูและปรารถนาที่จะมอบสิ่งดีๆให้ แน่นอนครับ ว่าใครๆก็อยากเป็นคนๆนั้น คนที่เป็นที่รักที่สนใจของคนรอบข้างและคนทั่วไปด้วยกันทั้งนั้นหรือที่ภาษาแบบเราๆเรียกกันว่า "คนมีเสน่ห์" นั่นแหละครับ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยในทางปฏิบัติที่จะทำอย่างไรให้ตัวเราเองมีเสน่ห์มากขึ้น มีคนรัก มีคนสนใจมากขึ้น น้อยคนนักที่จะมีความโชคดีในเรื่องที่ว่านี้ คุณเคยสังเกตุไหมล่ะว่าทำไมถึงมีคนที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบคุณหรือว่าคนที่คุณก็รู้สึกเหมือนจะไม่ค่อยชอบเขาเช่นกัน แต่กับบางคนคุณกลับรู้สึกว่าคนๆนี้เป็นคนที่ดูดีมีเสน่ห์น่าคบหา สิ่งนั้นแหละที่เขาเรียกว่าเป็นคนมีเสน่ห์...

พอพูดขึ้นมาแบบนี้ คุณอาจจะตั้งข้อสังเกตุขึ้นมาทันทีว่า คนที่มี "เสน่ห์" ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ ดารานักแสดง นักร้องนักดนตรี คนมีชื่อเสียง คนในแวดวงชั้นสูง คนรวย ฯล ก็อาจจะถูกของคุณ แต่ว่าบุคคลประเภทนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะมีเสน่ห์ที่ว่ากันทุกคน บางคนก็มีเสน่ห์ได้เพราะอาชีพที่ทำ ฐานะความเป็นอยู่ รวมไปถึงส่วนประกอบต่างๆที่ส่งเสริมให้เขาดูดีมีเสน่ห์มากขึ้น แต่ถ้าหากปราศจากสิ่งเหล่านั้นเมื่อไหร่ความมีเสน่ห์นั้นอาจจะหมดไปก็ได้ ซึ่งความมีเสน่ห์ในกรณีนั้นจะไม่ขอกล่าวถึง แต่จะกล่าวถึงการฝึกการสร้างเสน่ห์หรือที่เราเคยได้ยินกันว่า "การบริหารเสน่ห์" ให้กับตัวเรานั่นเอง...

โดยทั่วไปหลายๆท่านอาจจะบอกว่า ความมีเสน่ห์มักจะเกิดมาพร้อมกับตัวของบุคคลๆนั้น แต่นั่นเป็นเรื่องของความเชื่อครับ ในปัจจุบันดังที่เราเห็นกันอยู่ว่ามีสถาบันพัฒนาบุคลิกภาพต่างๆเกิดขึ้นมามากมาย นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเสน่ห์นั่นเอง แสดงว่าเสน่ห์เป็นสิ่งสร้างได้ไม่ต้องรอให้โชคชะตากำหนด เราสามารถสร้างมันได้ด้วยตัวของเราเอง และนี่ก็คือ "หลักในการบริหารเสน่ห์ 10 ประการ" ซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้ลองทำดูกันครับ...

1.การจดจำชื่อบุคคล
เรื่องสำคัญอันดับแรกๆในการบริหารเสน่ห์เลยก็ว่าได้ คุณลองคิดดูสิ ถ้ามีใครมาทักคุณด้วยชื่อที่ไม่ถูกต้อง คุณจะรู้สึกอย่างไร? ความประทับใจครั้งแรกของคุณคงหมดสิ้นไปในทันที เช่นเดียวกันถ้าคุณยังจำชื่อใครต่อใครไม่ได้ หรือว่าจำผิดจำถูก มันจะแสดงออกเลยว่าคุณไม่เคยสนใจใยดี หรือเห็นความสำคัญในตัวเขา ต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าชื่อของเขาเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรกสำหรับความรู้สึกดีๆที่จะตามมา เพราะฉะนั้นควรจำชื่อเขาให้ได้และทักทายให้ถูกด้วยครับ

2.รู้จักทักทาย
ต่อเนื่องจากการจดจำชื่อบุคคลให้ได้ครับ เมื่อจำได้แล้วก็ต้องรู้จักชิงจังหวะทักทายก่อนด้วยสิ การที่เราสามารถทักทายใครต่อใครได้ก่อนเป็นความน่ารักอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมีมิตรจิตรมิตรใจของตัวเรา ทำให้ผู้ถูกทักทายรู้สึกดี รู้สึกว่าได้รับความสนใจ รู้สึกว่ามีคนให้ความสำคัญแล้วเรื่องดีๆก็จะตามมาเองแหละน่า จะไปเสียเวลาจดจำชื่อคนอื่นให้มันปวดหัวทำไม ถ้าจำได้แล้วไม่รู้จักทักทายกัน...ว่ามะ

3.ทำตัวสบายๆไม่ต้องฟอร์มเยอะ
พยายามทำตัวตามสบายๆอยู่เสมอ (แต่ก็ไม่ใช่สบายจนเกินไป ต้องอยู่ในขอบเขตด้วยนะครับ)ผู้คนที่อยู่รอบข้างคุณจะได้ไม่รู้สึกเครียดลำบากหรืออึดอัดใจเมื่อต้องอยู่ใกล้ๆกับคุณ ความเป็นกันเอง ความไม่ถือเนื้อถือตัว ไม่เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง จะทำให้คุณเป็นคนที่น่าสนใจและน่าอยู่ใกล้ๆครับ

4.มีนิสัยง่ายๆในบางครั้ง
นิสัยง่ายๆในที่นี้มิได้หมายถึงการทำอะไรแบบมักง่ายต้องแยกให้ออกนะครับ นิสัยง่ายๆในกรณีนี้หมายถึงการที่คุณเป็นคนแบบง่ายๆบ้าง แบบเรื่อยๆเปื่อยๆหรือเป็นประเภทอะไรก็ได้ประมาณนั้นบ้าง ซึ่งในการทำเช่นนั้นมันจะทำให้คุณรู้สึกว่าไม่มีอะไรสามารถมารบกวนใจคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือเรื่องราวอะไรที่น่ารำคาญที่สุด ในบางครั้งตัวคุณเองก็ยังอยากอยู่ใกล้ๆกับคนที่ถือสาคุณน้อยที่สุด เพราะบางครั้งคุณเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีเรื่องอะไรที่น่ารำคาญอยู่บ้าง คนอื่นๆก็เช่นกันครับ

5.โง่บ้างก็ได้
มันไม่จำเป็นหรอกครับที่คุณจะต้องรู้เรื่องอะไรต่ออะไรดีไปหมดทุกอย่าง พึงระวังการแสดงออกว่าคุณรู้ดีไปหมดเสียทุกเรื่อง ไม่มีใครอยากคบหากับคนที่คนฉลาดเกินไปหรอกครับ บางครั้งบางเรื่องคนอื่นเขาก็อยากฉลาดบ้างเหมือนกัน แม้ว่าคุณจะรู้จริงแต่ก็ต้องหัดนิ่งให้เป็นเสียบ้าง ทำตัวให้เป็นธรรมชาติ อ่อนน้อมถ่อมตนและสุภาพตามช่วงเวลาที่เหมาะสมจะดีกว่า

6.ร่าเริงเป็นนิจ
คุณเคยสังเกตุไหมว่า บุคคลที่มีความสนุกสนานร่าเริงมักจะรายล้อมไปด้วยผู้คนรอบกาย การที่คุณเป็นคนสนุกสนานร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส มีอารมณ์ดีอยู่เป็นประจำ จะทำให้เพื่อนๆและบุคคลทั้งหลายที่ได้เข้าใกล้ชิดรู้สึกมีความสุขและให้ความจริงใจในการคบหากับคุณ ถือเป็นโอกาสอันดีครับที่คุณจะได้เรียนรู้สิ่งดีๆจากคนเหล่านี้ เมื่อคบค้าสมาคมด้วยเช่นกัน

7.แก้ไขเรื่องเข้าใจผิด
ในชีวิตนึงมันก็ต้องมีบ้างที่คุณอาจจะเคยมองอะไรผิดไปเพียงเพราะการมองของคุณด้านเดียว ก็ต้องพยายามแก้ไขโดยการมองใหม่ให้ละเอียดรอบด้านขึ้น คุณเคยเข้าใจอะไรผิดๆเพราะความไม่รู้จริงหรือเคยมองใครในแง่ร้ายๆมาบ้าง เพราะเคยฝังใจกับการกระทำในครั้งก่อนของเขา หากมีเวลาคุณน่าจะต้องแก้ไขความเข้าใจที่ผิดๆนั้นหรือเลิกผูกใจเจ็บกับเรื่องราวเหล่านั้นได้เลยก็ดี ถ้าทำได้แบบนี้รับรองว่าคุณจะน่ารักขึ้นอีกเยอะ

8.เลิกได้ไหมนิสัยเสียๆ
คนเราไม่สามารถมองเห็นคิ้วของตนเองได้ฉันใด การมองหานิสัยเสียๆของตนเองก็เช่นกันครับ ในการค้นข้อเสียของคุณจึงจำเป็นต้องอาศัยการสดับรับฟังเสียงจากรอบๆข้าง ถึงเรื่องราวข้อเสียของคุณเองบ้าง เพราะว่าบางทีข้อเสียนั้นๆคุณอาจจะทำมันลงไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อทราบถึงข้อบกพร่องเหล่านั้นแล้วก็หาทางกำจัดหรือว่าแก้ไขมันซะให้หมดไป

9.หัดรักคนอื่นบ้าง
มันน่าแปลกมั้ยครับ ทีคนบางคนจะเกลียดกันได้มากมายทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นั่นเป็นเพราะว่าความรู้สึกเกลียดชังมันเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าความรัก เพราะฉะนั้นการฝึกตนเองให้รู้จักให้ความรักกับคนอื่นก่อนให้ติดเป็นนิสัย จะช่วยให้คุณสามารถคบหากับบุคคลๆนั้นได้อย่างสนิทใจ พึงท่องคาถาประจำใจไว้ว่า "ไม่เห็นมีใครที่เราไม่ชอบเลย" ให้เป็นประจำครับ

10.ชมเชยให้เป็น
ใครก็ชอบฟังคำชมเชย เพราะฉะนั้นอย่าละเลยโอกาสที่จะกล่าวคำชมเชยครับ เมื่อใครคนใดคนหนึ่งใกล้ๆกับคุณกระทำในสิ่งดีๆหรือทำสิ่งใดๆได้สำเร็จ และในขณะเดียวกันเมื่อชมเชยได้ก็ต้องรู้จักแสดงความเห็นอกเห็นใจในความทุกข์ร้อนและไม่สมหวังของเขาให้เป็นด้วยเช่นกันครับ

ดูง่ายๆไม่ยากเลยใช่มั้ยล่ะ แต่ก็นั่นแหละการจะทำให้ครบทั้งสิบข้อในคราวเดียว คงเป็นเรื่องที่ยากมาก เรามาลองเริ่มต้นจากข้อง่ายๆเช่นการจำชื่อเพื่อนๆหรือคนรู้จักให้แม่นๆแล้วเริ่มต้นทักทายเขาก่อน เมื่อทำได้แล้วค่อยขยับตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ เพียงเท่านี้อีกไม่นาน ผมเชื่อแน่ๆว่าคุณคงกลายเป็นคนที่น่ารักน่าสนใจ ใครๆก็อยากคบหาอยากรู้จัก เป็นที่รักของเพื่อนๆได้ไม่ยาก เริ่มต้นเสียแต่วันนี้เลยครับ


ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.yoohhoo.com

กระเทาะเปลือกเรื่องโกหก


..."มุสาวาทา เวรมณีสิกขา ปะทังสะมา ทิยามิ" ศีลข้อสี่กล่าวไว้ว่า พึงละเว้นจากการกล่าวเท็จ ความหมายของคำว่าเท็จหรือมุสาคือไม่เป็นความจริง กล่าวเท็จคือพูดไม่จริง พูดโกหกหรือพูดปดเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิด นอกจากนั้นยังรวมถึงการพูดให้คนอื่นเกิดความเสียหาย เกิดความลำบาก พูดให้คนอื่นแตกแยก พูดส่อเ้สียด พูดคำหยาบ และการพูดเพ้อเจ้ออีกด้วย

จะพูดไปนิสัยการโกหกคงอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนานแล้ว นานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราโดยไม่รู้ตัว มันก็เลยทำให้เรารู้สึกเฉยๆเมื่อได้ฟังคำโกหกบ้างหรือจะเป็นคนที่โกหกเองซะบ้างก็ดี (ถ้ามันไม่ร้ายแรงอะไรจนเกินไปนัก) และผมก็เชื่อว่าพวกเราทุกๆคนคงเคยพูดเรื่องโกหกกันมาบ้างใช่มั้ยครับ แต่จะโกหกเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือของผู้อื่นก็ตามที จะบ่อยหรือไม่บ่อยมากหรือน้อยแค่ไหนก็อีกเรื่องนึง แต่คุณเคยสงสัยกันบ้างมั้ยล่ะว่าทำไมคนเราถึงชอบโกหก และมันมีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้เราต้องโกหกหรือจำเป็นที่จะต้องพูดโกหก จะโกหกทำไมแล้วทำไมต้องโกหก? วันนี้เราลองมาค้นหาสาเหตุของเรื่องนี้กันดูครับ...

1.โกหกเพื่อรักษาน้ำใจ
ผมเชื่อแน่ๆว่า ทุกคนคงเคยโกหกคนอื่นด้วยเหตุนี้กันมาบ้าง ไม่มากก็น้อยล่ะน่า การโกหกด้วยเหตุผลนี้ อาจฟังดูไม่ร้ายแรงมากมายใหญ่โตอะไรนัก แต่ที่ต้องโกหกไปก็เพื่อถนอมน้ำใจของคนฟังเท่านั้นเอง ผมคิดว่าคุณคงเคยเจอคำถามแบบนี้มาบ้าง "ฝีมือการทำอาหารของชั้นเป็นไง?" "ตอนนี้ชั้นอ้วนไปหรือปล่าว?" "รองเท้าคู่นี้สวยดีมั้ย ?" เป็นคำถามที่ตอบยากใช่มั้ยล่ะ สมมุติว่าคุณตอบไปด้วยความรู้สึกจากใจจริงของคุณ ลองทายสิว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นทางออกที่สวยงามที่สุดคือ การโกหกด้วยเหตุผลข้อที่หนึ่งนี่แหละครับ

2.การโกหกเพื่อรักษาหน้า
ในชีวิตความเป็นจริงแล้ว เราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า ในบางครั้งเรื่องบางเรื่องหากพูดความจริงออกไปก็อาจทำให้ตัวเราเองรู้สึกแย่และอับอายขายหน้า คงไม่มีใครหน้าไหนหรอกครับที่สารภาพตามตรงว่าตัวเองแอบผายลมในลิฟท์ เพราะการพูดความจริงเช่นนั้นนอกจากจะอับอายแล้วยังทำให้เราดูแย่ในสายตาคนอื่นอีก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจำเป็นต้องโกหกด้วยเหตุผลข้อสองนี้บ้าง เพื่อรักษาหน้าของตัวเองเอาไว้ครับ

3.การโกหกเพื่อเลี่ยงการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
นี่ก็เป็นอีกเหตุผลยอดนิยมอีกข้อหนึ่งครับ ไม่ว่าจะโกหกด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามแต่ เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีคนมาขอความช่วยเหลือจากคุณไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆก็ตาม คุณมักจะบ่ายเบี่ยงปฏิเสธที่จะช่วยเหลือด้วยการใช้คำโกหกแบบนี้แทน เช่น เมื่อเพื่อนของคุณวานให้ช่วยแวะไปเอาของที่ร้านค้าหน้าปากซอยให้หน่อยเพราะต้องทำงานต่อตอนกลางคืน ด้วยเห็นว่าคุณต้องเดินทางผ่านทางนั้นทุกวัน แต่คุณไม่อยากไปก็เลยต้องใช้การโกหกไปว่า พอดีวันนี้ต้องเดินทางไปธุระในเมืองก่อน กว่าจะกลับเข้ามาคงดึก ทั้งที่จริงแล้วคุณก็ไม่ได้มีโครงการไปธุระอะไรที่ไหนหรอก แต่ที่ต้องบอกไปอย่างนั้นเพราะคุณขี้เกียจไปแค่นั้นเอง

4.การโกหกเพื่อเลี่ยงการสนทนาที่ยาวนาน
ในบางครั้งการสนทนากับใครบางคน อาจก่อให้เกิดการสนทนาแบบยาวนานและต่อเนื่องโดยไม่ตั้งใจ จะด้วยเรื่องใดหรือเหตุการณ์ใดๆก็ตามที  ซึ่งในบางครั้งคุณก็ไม่ได้มีเวลามากมายขนาดนั้นที่จะมาคอยนั่งฟัง คอยตอบคำถามหรือร่วมวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในระยะเวลาที่ยาวนานได้ หลายๆคนจึงเลือกที่จะโกหกอาจจะด้วยเหตุผลอะไรซักอย่างที่ยกมาเป็นเหตุ เพื่อตัดบทการสนทนาที่แสนยาวนานนั้น แล้วจึงค่อยขอตัวออกจากวงสนทนา

5.การโกหกเพื่อคุยโวโอ้อวด
ผมคิดว่าคุณๆหลายๆท่านคงเคยประสบพบเจอกับบุคคลประเภทนี้กันมาบ้าง คนประเภทนี้มักจะชอบคุยใหญ่คุยโต คุยโวโอ้อวด แบบว่ามีโน่นมีนี่มีนั่นที่ใครเขาไม่เคยมีกัน หรือรู้จักคนใหญ่โตท่านนั้นท่านนี้ที่ใครๆไม่เคยได้รู้จักกัน ทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อเป็นการสร้างภาพให้ตัวเองดูดีขึ้น ยิ่งถ้าคู่สนทนาทำเฉยๆก็ยิ่งเอาใหญ่ เพราะบุคคลประเภทนี้มักไม่ค่อยรู้ตัว ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้เป็นที่น่ารังเกียจของคนที่อยู่รอบข้างเอามาก ๆ เพียงแต่พวกเขาอาจไม่แสดงออกให้รู้ก็เท่านั้นเอง

6.การโกหกเพื่อหวังผลประโยชน์
อันที่จริงในชีวิตคนมันก็ต้องมีสักครั้งแหละน่า ที่เราจำเป็นต้องโกหกเพื่อหวังผลประโยชน์หรือรักษาผลประโยชน์ของตัวเองเอาไว้ ถึงแม้จะไม่ใช่สิ่งที่สมควรทำก็ตาม แต่ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆนิด ๆ หน่อย ๆ ซึ่งไม่ได้ทำให้ใครต้องเดือดร้อน การโกหกประเภทนี้ก็เป็นเหตุผลที่คนเรามักจะหยิบยกมาใช้เป็นข้ออ้างในการโกหกได้เหมือนกัน เช่น คุณอาจจะเคยโกหกเกี่ยวกับเรื่องรายรับที่แท้จริงของคุณ เพื่อให้มีโอกาสได้รับการอนุมัติให้ทำบัตรเครดิตหรือการกู้เงินจากธนาคาร เป็นต้น

7.การโกหกเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ
คงไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้มากความครับ สำหรับการโกหกด้วยเหตุผลนี้ เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ ซึ่งจริงๆแล้วการโกหกประเภทนี้มันเริ่มต้นมีมาตั้งแต่สมัยที่คุณยังเป็นนักเรียนแล้วหละ คุณอาจจะเคยโกหกครู อาจารย์ด้วยสารพัดเหตุผลเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ นี่ยังไม่รวมถึงการโกหกเจ้านาย โกหกพ่อแม่ หรือแม้กระทั่งโกหกแฟนก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็เพราะคุณไม่อยากต้องรับโทษในการกระทำของคุณนั่นเอง

8.การโกหกเพื่อเข้าสังคม
ด้วยสภาพสังคมที่เป็นอยู่เช่นในปัจจุบัน ไม่น่าแปลกใจที่คนในสังคมต่างต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน เพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เราจึงมักจะเห็นว่าบางคนก็ยอมแม้กระทั่งการโกหกเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง ยอมที่จะละทิ้งความเป็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง เพียงเพราะต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมระดับสูงนั้น เพื่อยกระดับฐานะทางสังคมของตนให้ดีขึ้น เนื่องจากไม่อยากถูกมองว่าเป็นคนล้าหลังตกยุคสมัยนั่นเอง 

9.การโกหกเพื่อยืนยันความคิดของตนเอง
หลาย ๆ ครั้งที่คนเรามักปักใจเชื่อว่าความคิดของตัวเองนั้นถูกต้องเสมอ ทั้งๆที่ในบางครั้งแล้วมันก็ไม่ถูกต้องเสมอไป แต่ด้วยความที่มั่นใจในความคิดของตัวเองว่าถูกต้องที่สุดแล้ว จึงทำให้คนเหล่านี้ต้องสรรหาเหตุผลต่างๆนาๆมาเพื่อยืนยันความคิดของตัวเองจนกลายเป็นการโกหกไปโดยไม่รู้ตัว

10.การโกหกเพื่อโน้มน้าวจิตใจ
การโกหกลักษณะนี้พูดง่าย ๆ ก็เหมือนกับการหลอกลวงนั่นเอง โดยผู้พูดพยายามที่จะเข้าไปพูดโน้มน้าว หรือชักจูงจิตใจของคนฟังด้วยถ้อยคำโกหกที่เรียงร้อยมาแล้วเป็นอย่างดี จนทำให้ผู้ฟังเกิดอาการคล้อยตามและหลงเชื่อในคำโกหกนั้นไปโดยไม่รู้ตัว โดยทั้งนี้ก็เพื่อต้องการเปลี่ยนความคิดของผู้รับฟังเพื่อประโยชน์ของตนนั่นเอง

เป็นอย่างไรบ้างครับ จากข้อความทั้งหมดคงพอทำให้เราทราบเหตุผลหลักๆที่ทำให้คนเราต้องโกหกกันพอสมควรครับ แต่อย่างไรก็ตามมุมมองในเรื่องการโกหกของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน หลายคนคิดว่าการโกหกด้วยเรื่องเพียงเล็กๆน้อย หรืออาจจะเรียกว่าการบอกไม่หมดจะดูดีกว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นอยู่ทุกๆวันและเราก็สามารถยอมรับมันได้ แม้ว่าคุณจะบอกว่าเพียงเพื่อความสบายใจก็ตามเถอะ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วการโกหกไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ยังไงก็เป็นเรื่องโกหกอยู่ดี ทั้งนี้มันก็แล้วแต่คุณแล้วล่ะครับว่าจะเลือกโกหกด้วยเหตุผลข้อไหน...

ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก http://men.kapook.com 
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://board.postjung.com

"ฝน" จะตกก็ต่อเมื่อ....?


เช้าวันนี้ท้องฟ้าที่ผมเห็นยังคงเป็นสีเทาหม่นๆ ด้วยมีเมฆอุ้มน้ำจำนวนมากที่พร้อมจะกลั่นตัวเป็นสายฝนได้ทุกเมื่อ คงเป็นผลพวงจากพายุโซนร้อน “จ่ามี” (TRAMI)ประกอบกับร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ทำให้ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกมีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบน จะมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือไว้ด้วย และเรือเล็กในทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่ง(อันนี้ผมคัดลอกมาจากการพยากรณ์อากาศประจำวันของกรมอุตุนิยมวิทยาครับ) ด้วยสภาพอากาศที่เป็นใจไม่เหมาะกับการทำงานใดๆเป็นอย่างยิ่ง หลายๆคนยังคงอ้อยอิ่งอยู่บนที่นอนอันแสนอ่อนนุ่มเย็นสบาย ในขณะที่อีกหลายๆคนเร่งรีบกระวนกระวายอาบน้ำแต่งตัวด้วยหน้าที่และการงานที่บังคับทำให้ต้องรีบออกจากบ้านไปให้ถึงที่ทำงานก่อนที่ฝนจะตก คงไม่มีใครชอบแน่ๆถ้าเกิดฝนตกในระหว่างการเดินทาง ถ้าเดินทางรถมอเตอร์ไซค์แค่เปียกอาจยังไม่พอคงต้องแถมต่อด้วยสายอีกเป็นแน่แท้ การเดินทางด้วยรถโดยสารยิ่งแล้วใหญ่จะออกไปยืนรอรถยังลำบาก ไหนจะต้องขึ้นไปก็ต้องเบียดเสียดเยียดยัดกว่าจะถึงที่หมายก็คงไม่หนีสายอีกเหมือนกัน ถึงแม้ว่าคุณจะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็ใช่ว่าจะอุ่นใจได้ ด้วยปัญหาการจราจรที่นับวันจะติดขัดแม้ในยามที่ฝนไม่ตกเพราะจำนวนรถยนต์ส่วนตัวที่เพิ่มขึ้นทุกๆวัน ยิ่งฝนตกลงมาด้วยก็ไม่ต้องพูดถึง กว่าจะเข้าถึงที่หมายได้ถึงจะไม่เปียกแต่ก็สายเหมือนกัน สรุปว่าคงไม่มีใครอยากเดินทางในขณะที่ฝนกำลังตกแน่นอน คุณว่ามั้ย?

เมื่อคราวก่อนผมเคยเขียนเรื่อง "20 ข้อดีๆของหน้าฝนแบบขำๆ" มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่สำหรับวันนี้ผมจะเขียนถึงข้อเสีย(แบบขำๆอีกเช่นกัน)ของหน้าฝนดูบ้าง ในหัวข้อที่ว่า "ฝนมักจะตกก็ต่อเมื่อ..." ผมคิดว่าหลายๆท่านคงเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับช่วงเวลาการตกของฝน ที่ดูเหมือนจะกลั่นแกล้งกันโดยบังเอิญซะอย่างงั้น เป็นเหตุให้เกิดความหงุดหงิด สร้างความรำคาญในหัวใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อยหละน่า คราวนี้เราลองมาดูกันสิว่า ช่วงเวลาไหนบ้างที่ "ฝน" มักจะชอบตกครับ.... 

1.ฝนจะตกก็ต่อเมื่อ "ออกจากบ้าน" นั่นปะไรอยู่มาได้ทั้งคืน พอตื่นมาท้องฟ้าก็มืดครึ้ม ไอ้เรารึก็อุตส่าห์รีบอาบน้ำแต่งตัว รีบออกจากบ้านก็ยังไม่ทันการณ์อยู่ดี ตกลงมายังกะฟ้ารั่วซะงั้นจะหลบลี้หนีภัยเบี้ยวงานก็ใช่ที่ วันลาก็เล่นซะหมดไปแต่หัววัน เบี้ยขยันรึก็เหลือไม่กี่วันก็จะได้แล้ว เอาก็เอาวะ !ยังไงก็ต้องฝ่าไปจะเปียกปอนอย่างไรไปถึงที่ทำงานแล้วค่อยว่ากันอีกที...เฮ้อ ชีวิตช่างโหดร้าย สายอีกละตรู

2.ฝนจะตกก็ต่อเมื่อ "เลิกงาน" อีกแล้วครับท่านอยู่มาได้ทั้งวัน ทำไม๊ ทำไมจะต้องมาตกอีตอนเลิกงาน พอเสียงออดดังปุ๊บตอกบัตรแสกนนิ้วเสร็จปั๊บ ฝนก็เทลงมาต้อนรับทันที คนมีรถยนต์ก็ดีหน่อยเลือกที่จะออกไปติดอยู่บนถนนดีกว่าต้องทนติดอยู่ที่ทำงาน บรรดาสมาชิกรถโดยสารก็อาจจะเปียกนิดหน่อยตอนออกไปยืนคอยรถ ส่วนสิงห์มอเตอร์ไซค์กับคนบ้านใกล้อาศัยการเดินนี่ไม่มีทางเลือกครับ ถ้าอยากกลับก็ต้องเลือกเปียก ไม่งั้นก็ต้องยืนเป็นยามอยู่หน้าออฟฟิศ...เฮ้อ ฝนก็ตก รถก็ติด หงุดหงิด หิวข้าวด้วย 

3.ฝนจะตกก็ต่อเมื่อ "ล้างรถเสร็จใหม่ๆ" ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดจะตก ไม่รู้เป็นยังไงล้างรถทีไรแมร่งตกได้ทุกที ไอ้เรารึก็อุตส่าห์บรรจงล้างขัดเช็ดถูอย่างดีขับออกจากบ้านมาไม่กี่นาทีโดนฝนซะงั้น ไอ้ความสวยงามที่ปล้ำล้างมาครึ่งค่อนวันละลายหายไปกับสายฝนทันที มันน่าบ่นไหมล่ะ แต่ก็ยังดีกว่าไอ้ที่ล้างมาจากคาร์แคร์ โดนค่าล้างไปเป็นร้อยแต่เวลาหล่อช่างน้อยเหลือเกิน ล้างมาเมื่อวานเช้านี้ออกจากบ้านเจอฝนเปรอะเปื้อนเหมือนเดิม....เฮ้อ เสียเวลา เสียดายตังค์ ช่างทำกันได้

4.ฝนจะตกก็ต่อเมื่อ "ซักผ้าตากไว้" ใครจะไปรู้ล่ะก็ตอนออกบ้านก็ยังเห็นแดดเปรี้ยง ก็เลยเสี่ยงตากผ้าทิ้งไว้ กะว่าเลิกงานกลับบ้านไปก็คงเ็ก็บไปรีดได้พอดี ที่ไหนได้คล้อยหลังออกจากบ้านไปไม่กี่นาทีฝนตกลงมาเฉย หมดกันงานนี้เสียทั้งแรง ทั้งเวลาและอารมณ์ เลิกงานกลับบ้านแทนที่จะพักผ่อนสบายๆ ต้องกลับมาเก็บเสื้อผ้ามาซักตากใหม่ขืนทิ้งไว้อย่างนั้นก็เหม็นอับอีก ดูซิแทนจะได้พักผ่อนบ้าง ฝนนะฝน! มาเพิ่มงานกันซะงั้น... เฮ้อ สวรรค์ใยต้องกลั่นแกล้งกันด้วย ?

5.ฝนจะตกก็ต่อเมื่อ "ไม่ได้พกร่มไปด้วย" จะว่าก็ว่ากันเถอะ ปกตินะถ้าเห็นฝนตั้งเค้ามาทีไรก็อดไม่ได้จะต้องหยิบร่มติดมือมาทุกที ไม่อย่างนั้นก็พกติดกระเป๋าไว้ทุกวัน บางทีก็ถือซะจนเมื่อยแขนยังไม่เคยได้กางซักครั้ง แต่พอวันไหนลืมพกร่มมาด้วย จะว่าซวยหรือจะอะไรก็ตามที พอไม่มีร่ม ไม่มีที่กำบัง อยู่กลางที่โล่งนี่แหละ ตกลงมาซะเต็มที่เปียกทั้งตัวแบบนี้แล้วตรูจะไปต่อยังไงล่ะ...เฮ้อ ฝนฟ้าก็ช่างกระไร ไม่เห็นใจกันบ้างเลย

6.ฝนจะตกก็ต่อเมื่อ "ใส่ชุดใหม่วันแรก" พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ชุดใหม่ถอยมาเมื่อวานราคาล้านสี่ยังไม่ทันจะลงเครื่องซัก ตั้งใจว่าวันนี้จะใส่ไปโชว์ให้คนทั้งออฟฟิศมันอิจฉาเล่นซะก่อน แต่ที่ไหนได้ก่อนออกจากบ้านก้าวเท้าผิดข้างหรือว่าเทวดาหมั่นไส้ก็ไม่ทราบ เลยประทานฟ้าฝนมาให้ทั้งที่ไม่ต้องการซะอย่างนั้น ทั้งเสื้อผ้า หน้าผม เปียกหมดไม่เหลือ ฟ้าเอ๋ยฟ้า ใยไม่เห็นอกเห็นใจคนเห่อของใหม่บ้างเลย...เฮ้อ คิดๆแล้วแค้นสุดขีด สุดฤทธฺ์สุดเดชเลยพับผ่าสิ

7.ฝนจะตกก็ต่อเมื่อ "ออกไปธุระข้างนอก" นานๆจะมีธุระต้องออกมาข้างนอกกะเค้าซักที พักเที่ยงก็รีบออกมาแต่ทว่า คนก็ทำไมถึงได้มากมายก็ไม่รู้ ธุระที่ตั้งใจก็ยังไม่เรียบร้อย เวลาพักก็หมดไปเรื่อยๆ อาหารกลางวันก็ยังไม่ตกถึงท้อง และแล้วโชคร้ายก็มาเยือนอีกครับ อยู่ดีๆฝนก็เทลงมาเพิ่มปัญหาให้กับชีวิตเข้าไปอีกจะกลับก็ไม่ได้ จะไปต่อก็ไม่ถึง อะโหชีวิต!ใยข้าต้องมาติดฝนอยู่ที่นี่ด้วย เครียด กระวนกระวายใจแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่เหม่อมองสายฝนแล้วก็บ่นกับตัวเอง...เฮ้อ เบี้ยขยันของตรู ลอยตามน้ำไปละ

8.ฝนจะตกก็ต่อเมื่อ "ไม่อยากให้ตก" ไอ้ที่ๆเค้าอยากให้ตกก็ไม่ไปตก ชาวนาร้องทุกข์ไม่มีน้ำทำนา ชาวบ้านบ่นด่าไม่น้ำกินน้ำใช้ ก็ไม่ยักกะไปตกให้เขาบ้าง ไม่รู้เป็นอย่างไรตกได้ตกดีไอ้บริเวณที่ไม่ต้องการ ตกจนเกินความต้องการพาลจะท่วมเอาซะอีก ชาวไร่ชาวนาก็อยากให้ฝนตกลงมา พ่อค้าแม่ค้าก็ว่าไอ้ฝนบ้าจะตกมาทำไม เวลาพักผ่อนนอนหลับก็ไม่ตกเข้าไป พอออกจากบ้านทีไรจ้องจะตกทุกที ฯลฯ มันก็เป็นเช่นนี้แหละครับพี่น้อง...เฮ้อ ได้โปรดเถอะฝนจ๋า ขอเวลาฉันสักนิดนึงเหอะ

ครับ ทั้งหมดนั่นก็คือความบังเอิญแบบที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ในเรื่องของฝน แต่ถ้าคุณลองสังเกตุดูดีๆก็จะเห็นว่ามันมักเกิดขึ้นจริงๆซะด้วยสิ จะด้วยความบังเอิญหรือจงใจอะไรก็ตามแต่ ที่แน่ๆมันมักจะนำมาซึ่งการเสียเวลา เสียอารมณ์ เสียเงินเสียทอง ฯล แต่ถึงแม้ว่าการที่ฝนตกโดยบังเอิญจะนำพามาซึ่งความเดือดร้อน ความวุ่นวายให้กับชีวิตของคุณบ้าง แต่อย่างไรก็ตามข้อดีของมันก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน แค่เพียงเราเปลี่ยนมุมมองนิดหน่อย เราก็จะสามารถหาความสุขจากมันได้ไม่ยาก ชีวิตก็เป็นเช่นนี้แหละครับ หากปราศจากปัญหาอุปสรรคใดๆซะบ้าง มันก็ดูจืดชืดไร้สีสันน่ะสิ คุณว่ามั้ย ?...


...ใครคือคนที่คุณรักมากที่สุด ?...


"ผมอ่านเจอเรื่องราวนี้จากฟอร์เวิร์ดเมล์ฉบับหนึ่งบนอิิินเทอร์เนท (หลายๆท่านอาจจะเคยอ่านผ่านตามาบ้างแล้ว) เป็นเรื่องราวของพี่สาวและน้องชายคู่หนึ่ง เมื่อก่อนเริ่มอ่านผู้เขียนบอกว่ากรุณาอ่านให้จบเรื่อง ทีแรกผมก็คิดในใจว่ามีอะไรน่าสนใจถึงต้องอ่านให้จบเรื่อง แต่เมื่ออ่านจบแล้วกลับทำให้ผมต้องอ่านซ้ำอีกหลายๆรอบ ด้วยความประทับใจและความรู้สึกดีๆกับเรื่องราวนั้นอย่างบอกไม่ถูก และด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจจึงขอนำเอามาแบ่งปันให้เพื่อนๆได้อ่านและรู้สึกดีๆเช่นเดียวกันบ้าง ลองอ่านเรื่องราวของพี่น้องสองคนนี้ดูนะครับ"

...ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน ในแต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคนอายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆของฉันมีกัน จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
"ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด
ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"
พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้….แล้วพูดว่า
"ผมขโมยเองครับ"
ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย พ่อนั่งลงบนเก้าอี้และด่าว่าน้องชายของฉัน
"ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"
คืนนั้นฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมดแต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดังและนานมาก น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้แล้วพูดว่า 
"พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"
ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ 
หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี… 
เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้นเขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลายว่าเขาสอบได้ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน 
คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า 
"ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ" 
แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อได้พูดว่า 
"แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน" 
ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า 
"ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว" 
พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่ 
"ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"
คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆทั่วทั้งหมู่บ้าน….เพื่อขอยืมเงิน 
ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆของน้องชายเบาๆ และคิดว่า 
"ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้" 
แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้ ใครจะรู้ได้ ……. วันต่อมาในตอนเช้ามืด น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉันขณะฉันกำลังหลับ 
"พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ….ผมจะไปหางานทำ…แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"
ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี ….. 
ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3 วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า 
"มีชาวบ้านมาหาเธอ…อยู่ข้างนอกแน่ะ"
ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ??? ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ฉันถามเขาว่า
"ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ" 
น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า 
"ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้…ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"
ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ 
"พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"
จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า 
"ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"
ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี 
วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่าหน้าต่างบ้านที่เคยแตกได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว และเมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า 
"แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจกเพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"
แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า 
"แม่ไม่ได้จ้างหรอก…น้องชายลูกต่างหาก วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"
ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด 
"เจ็บมากไหม" ฉันถาม 
"ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆมีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ  และ…"
น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง 
"เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี… 
หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป เขาบอกกับฉันว่า 
"พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"
สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า 
"ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้ ดูตัวเองซิ…เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"
คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา 
"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"
น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย …..ฉันบอกกับน้องว่า 
"แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่…"
"ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ 
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ  26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี…
เมื่อน้องชายของฉันอายุได้30 ปี เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน ในงานแต่งงานประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า 
"ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"
น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล  "พี่สาวของผมครับ" 
และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ 
"ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน…และเดินกลับบ้าน วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ……. นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเอง ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ"
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน 
คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก …….
"ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"
ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง… 
จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆวันในชีวิตของคุณและเขา คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง . ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม.....

จบบริบูรณ์….


ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัท"ฮุนได"และบริษัทในเครือกว่า 20 บริษัท น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า " ซัมซุง"
และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดยดาราเล็กๆ สองคนคือ ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุค

ขอบคุณภาพประกอบจากอิินเทอร์เนท
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก บู มิง ฮอง 

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ไม่รู้ไม่ชี้...คำนี้บอกอะไร?



ถ้าผมลองให้คุณจำแนก"คน"ออกเป็นประเภทต่างๆในนิยามตามใจตัวคุณเอง ผมเชื่อแน่ๆว่าผลลัพธ์ที่ออกมาต้องมีมากกว่าหนึ่งอย่างแน่นอน นั่นเป็นเพราะว่าทุกๆคนมีกระบวนการคิด การวิเคราะห์และตัดสินใจที่แตกต่างกัน ดังนั้นในการจำแนกแยกแยะให้ตัวบุคคลเหล่านั้นให้อยู่ในกลุ่มต่างๆตามความคิดของแต่ละคน จึงประกอบไปด้วยเหตุผลมากมายหลายอย่างที่แต่ละท่านยกมาอ้างอิง ตัวอย่างเช่น บ้างก็จำแนกตามลักษณะที่สายตามองเห็น เช่น สูง-ต่ำ-ดำ-ขาว-ยาว-สั้น  บ้างก็จำแนกตามแหล่งกำเนิดที่มา เช่นคนเหนือ คนอิสาน ฯล จำแนกตามสถานที่อยู่อาศัย เช่น คนบ้านนอก คนกรุงเทพ ฯล จำแนกตามหน้าที่การงานพื้นฐานอาชีพ เช่น ดารา นักร้อง ฯล จำแนกตามฐานะทางสังคม เช่น คนรวย คนจน คนร่อนเร่ ฯล จำแนกความแตกต่างทางด้านอายุ เช่น เด็ก คนหนุ่มสาว คนชรา ฯล จำแนกด้วยความรู้การศึกษา เช่น ปัญญาชน ชนชั้นกรรมกร ฯลฯ จะแบ่งด้วยจะด้วยเหตุผลอะไรต่ออะไรอีกเยอะแยะก็ว่ากันไปแล้วแต่ความคิดใครความคิดมันครับ

แต่สำหรับผมแล้ว วันนี้ผมจะขอจำแนกแยกแยะตัวบุคคลทั้งหมดบนโลกใบนี้ ด้วยคำพูดๆหนึ่งซึ่งพวกเราคงเคยได้ยินกันบ่อยๆคือ คำที่ว่านั้นคือ "ไม่รู้ไม่ชี้" ครับ ความหมายตามพจนานุกรมบอกไว้ว่า "ไม่รู้ไม่ชี้" เป็นคำวิเศษณ์ (คือคำที่ทำหน้าที่ประกอบคำนาม คำกริยา คำสรรพนามหรือคำวิเศษณ์ด้วยกันเอง เพื่อให้ได้ความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น) มีความหมายแปลตามตัวได้ความว่า "ไม่รับรู้ ไม่รับผิดชอบ" ด้วยการแบ่งแยกกลุ่มตามแบบที่ว่านี้ ทำให้ผมสามารถแบ่งกลุ่มบุคคลออกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆดังนี้ครับ

1.ไม่รู้ไม่ชี้ พบเห็นได้ทั่วไปครับสำหรับบุคคลกลุ่มนี้ ชื่อกลุ่มก็บอกอยู่แล้วตีความโดยรวมหมายถึง บุคคลผู้รู้ตัวเองดีว่าฉลาดน้อย ไม่มีความสามารถเพียงพอและคงไม่สามารถให้แนะนำใครอื่นได้  ประมาณว่าเจียมตัวเจียมใจนั่นแหละ แปลให้ตรงๆก็คือ บุคคลที่โง่แล้วรู้ตัวว่าโง่ นั่นเองท่านว่าบุคคลประเภทนี้ยังพอที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นคนฉลาดได้

2.ไม่รู้แต่ชอบชี้ บุคคลกลุ่มนี้มีเยอะครับในสังคมยุคปัจจุบัน แค่ฟังชื่อก็น่ากลัวแล้วใช่ไหมล่ะ บุคคลกลุ่มนี้หมายถึง บุคคลผู้โง่เขลาแต่กลับสำคัญตนผิดคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าใคร เท่านั้นยังไม่พอยังไปแนะนำให้คนอื่นทำแบบนั้นแบบนี้อีกต่างหาก แม้มีคนว่ากล่าวตักเตือนว่ามันไม่ถูกไม่ต้อง แต่เขาก็ยังทะนงตนว่า..นี่แหละรู้ดีที่สุดแล้วทำได้ถูกต้องที่สุดแล้ว ไม่ต้องมาสอนมาแนะนำ บุคคลประเภทนี้เปรียบเสมือนน้ำล้นแก้ว  คือไม่สามารถรับการสอนสั่งหรือคำแนะนำใดๆเพิ่มได้อีก ท่านกล่าวไว้ว่าบุคคลประเภทนี้ เป็นคนดื้อรั้นและจะไม่มีวันที่จะฉลาดได้อีกเลย

3.รู้แต่ก็ไม่ชี้ บุคคลกลุ่มนี้ก็หาได้ไม่ยากเช่นกันในสังคมบ้านเรา บุคคลกลุ่มที่ว่านี้หมายถึง บุคคลผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องใดๆเป็นอย่างดี แต่กลับไม่สามารถจะแนะนำหรือบอกสอนคนอื่นให้รู้ให้เข้าใจตามได้ ซึ่งเข้าทำนองสุภาษิตไทยว่า มีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอดอะไรประมาณนั้น เป็นคนชอบสันโดษประเภทข้ามาคนเดียวไม่ยุ่งเกี่ยวและไม่สนใจใคร เก่งจริงแต่เก่งอยู่คนเดียวแต่ทำงานกับร่วมคนอื่นไม่ได้  บุคคลประเภทนี้ท่านกล่างไว้ว่า แม้จะฉลาดก็จริงแต่ก็ไม่มีประโยชน์แก่ผู้อื่นเลย

4.รู้แล้วค่อยชี้ กลุ่มบุคคลประเภทท้ายสุดนี่แหละครับ ดูแล้วจะหาได้ยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกินในปัจจุบัน กลุ่มบุคคลนี้หมายถึงผู้ที่ประกอบไปด้วยความฉลาดและความสามารถในการแนะนำพร่ำสอนคนอื่นให้ผู้อื่นรู้ตามเห็นตามได้ และทำให้บุคคลเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นคนที่มีปัญญาฉลาดเฉลียวสามารถยังประโยชน์แก่ตนและคนอื่นๆได้  สำหรับบุคคลกลุ่มนี้ท่านกล่าวไว้ว่า คือคนที่รู้ดีรู้ชั่ว รู้บุญรู้บาป รู้ประโยชน์แห่งตนและประโยชน์แห่งส่วนรวม รู้ประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง

นี่แหละครับบุคคล 4 ประเภทของผม เป็นอย่างไรกันบ้าง?หลังจากอ่านมาตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว ทีนี้คุณสามารถบอกตัวเองได้หรือยังครับว่าคุณอยู่ในบุคคลกลุ่มไหน? หรือว่าถ้าคุณอยากจะเป็นบุคคลในกลุ่มไหน? คุณก็ควรจะต้องประพฤติตนให้ตนเองเปลี่ยนเป็นบุคคลในกลุ่มนั้น และเช่นกันถ้าคุณไม่อยากถูกจัดอยู่ในกลุ่มบุคคลที่คุณหรือคนทั่วไปไม่ค่อยชื่นชอบ ก็อย่าไปเลือกปฏิบัติตามบุคคลในกลุ่มนั้นก็แล้วกัน ขอให้ค้นพบตัวเองในเร็ววันนะครับ...  

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://pixabay.com

10 เหตุผลของคนชอบ Like


Facebook โซเชียลเน็ทเวิร์คยอดนิยมของคนทั่วโลกรวมทั้งคนไทยด้วย ในปัจจุบันถ้ามีใครสักคนบอกว่าไม่เคยใช้ไม่เคยได้ยินชื่อหรือไม่เคยมีไว้ในครอบครอง ต้องขอรับรองว่าได้คุณหลุดเทรนด์ไปแล้วอย่างแน่นอน เด็กเล็กเด็กน้อยยันผู้เฒ่าผู้แก่ไม่เว้นแม้กระทั่งพระเณรล้วนแล้วแต่รู้จัก Facebook เป็นอย่างดี บางคนถึงกับมีไว้หลาย Login อีกต่างหาก อันนึงไว้ปลูกผักเลี้ยงหมู อีกอันไว้แอบดูชาวบ้านชาวช่อง อีกอันไว้แชทอย่างเดียว ฯล จะเพื่ออะไรก็ว่ากันไปครับตามสไตล์ใครสไตล์มัน สำหรับตัวผมเองแล้วก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเหมือนกัน วันไหนถ้าไม่ได้เข้า Login เข้า Facebook มันรู้สึกเหมือนจะขาดอะไรไปบางอย่าง แต่สำหรับบางท่านก็เป็นเอามากขนาดที่เรียกว่าขาดไม่ได้เลยทีเดียว ไม่ได้ Post ไม่ได้ Ment ก็ไม่เป็นไรขอแค่แอบไปกด Like บ้างก็ยังดี


พูดถึงเรื่องการไลค์(Like)สาวก Facebook ทั้งหลายคงจะคุ้นตากับรูปมือขวาทำท่าชูนิ้วโป้งหรือคำภาษาอังกฤษที่เขียนว่า Like เป็นอย่างดีแปลให้ตรงตามตัวก็คือ"ชอบ"ใช้เป็นเครื่องหมายแสดงแทนความชอบ พอใจหรือถูกใจโพสท์คอมเม็นท์หรือรูปภาพต่างๆที่ถูกนำเสนอบน Facebook นั่นเองครับ ถ้าเราเลือกกดรูปมือก็แสดงว่าเราชอบพอใจหรือถูกใจ ไม่กดก็แสดงว่าไม่ชอบหรือเฉยๆ กดไปแล้วย้อนกลับไปกดออกก็คือการเลิกชอบ(ไม่รู้ว่าทำไมชอบอยู่ดีๆเกิดไม่ชอบขึ้นมาซะงั้น ผมว่ามันน่าจะมีตัวเลือกไม่ชอบไปซะเลยให้สิ้นเรื่อง) ถ้าเพื่อนๆลองสังเกตุดูก็จะพบว่าบางรูปบางโพสท์ก็มีคนไลค์มาก อาทิเช่นเรื่องราวของชาวบ้าน เรื่องของสาวๆสวยๆชอบโชว์ เรื่องราวของคนทำดีน่าสรรเสริญ ฯล บางรูปบางโพสท์ก็มีคนไลค์น้อย อาทิเช่น เรื่องราวสารพันปัญหาส่วนตัว เรื่องที่เกี่ยวการเมือง ศาสนา กีฬาและความเชื่อ ฯล หรือบางเรื่องราวก็ไม่มีสักไลค์เลยก็เป็นไปได้เหมือนกัน เพื่อนๆคิดว่าั่นั่นมีสาเหตุมาจากอะไรบ้างครับ? บางทีมันก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเขา Add เพื่อนไว้มากเขาก็ต้องได้ไลค์มากคนเพื่อนน้อยก็ได้ไลค์น้อย หรือไม่อย่างนั้นเรื่องราวของเขาน่าสนใจอยู่ในกระแส ฯลฯ สรุปแล้วมันก็คงมีมากมายหลายสาเหตุที่พอจะหยิบยกมาอ้างอิงว่าเป็นเหตุผลทำให้มีคนกดไลค์เรื่องราวเหล่านั้น แต่เท่านั้นยังไม่พอครับ เคยมีีใครบางคนที่พยายามสำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ใช้ Facebook ทั้งหลายเอาไว้ครับว่าพวกเขาเหล่านั้นมีเหตุจูงใจอะไรบ้างในการกดไลค์และรวบรวมเอาไว้ในหัวข้อ "10 เหตุผลของคนชอบ Like" ลองมาดูกันครับ

1.ก็เนื้อหาของโพสท์มันน่าสนใจ บังเอิญว่าต่อมซาบซึ้งมันตื้นไปนิดนึง เห็นอะไรอ่านอะไรมันก็โดนมันก็ใช่ไปซะหมด คนโพสท์ก็ช่างหาเรื่องราวอะไรมาโพสท์ก็ไม่รู้ แต่ดูเหมือนมันจะตรงกับชีวิตเราทุกทีสิน่า ชอบๆๆถูกใจๆๆ ยังงี้แล้วจะไม่ Like ก็จะดูโหดร้ายไปหน่อยมั้ง

2.ก็ไม่รู้จะเม็นท์อะไรกดไลค์มันง่ายดี ก็ประมาณนั้นแหละครับ คนเราบางวันสมองมันก็ตีบตันคิดอะไรไม่ออก ครั้นไม่ทำอะไรสักอย่างเดี๋ยวก็จะหาว่าไม่สนใจกัน ยิ่งเป็นโพสท์ของคนใกล้ชิดนี่ถ้าทำเฉยๆยิ่งแล้วใหญ่ เพื่อความปลอดภัยก็เลยต้องตัดสินใจกดไลค์ไปก่อนละกันครับ

3.ก็มันว่างไม่มีอะไรทำ เคยมั้ยล่ะเวลาว่างๆไม่รู้จะทำอะไรก็นั่งจุ้มปุ๊กแล้วก็เปิด Facebook ขึ้นมาดู รูดไปรูดมาฆ่าเวลาให้หมดไป พอเจออะไรน่าสนใจก็แอบส่องซะหน่อยนึง ไอ้ครั้นจะแอบส่องแอบดูเฉยๆก็เกรงใจ ก็เลยกดไลค์ให้มันหน่อยเป็นพิธี


4.แอบแชร์ก็เลยต้องไลค์ให้เค้าหน่อย มันเป็นความบังเอิญอย่างเหลือเกินที่ความคิดของเขาเหมือนกับเราได้งัยฟะ ข้อความสั้นๆง่ายแต่อ่านแล้วกินใจเป็นบ้าแต่ทว่าทำไมเราคิดไม่ออกหว่า อย่ากระนั้นเลยขอแชร์เลยละกัน ง่ายๆไม่ต้องคิดให้ปวดหัว แต่ในใจก็กลัวเค้าจะด่าเอาได้ ก็เลยกดไลค์แล้วค่อยบอกว่า"ขอแชร์ต่อนะครับ"

5.ไลค์ไปตามกระแส  เรื่องของกู้ภัยใจพระ ข่าวดาราเลิกกัน เหตุการณ์ ปตท.น้ำมันรั่ว ท่ามือกุมกุมหัวของน้อง..ฯลฯ บางเรื่องบางราวยังไม่ทันได้อ่านยังไม่ทันได้ดู แค่รู้มานิดๆหน่อยแต่ก็ต้องพลอยไลค์ตามเขาไปด้วย ขืนบอกว่าไม่รู้ไม่เคยไลค์ก็ตกเทรนด์สิครับคุณ 

6.ก็รูปที่โพสท์มันโดนใจ คนโพสท์ก็ช่างรู้ใจสรรหามาโพสท์ให้ชม รูปสาวสวยๆ...ใหญ่ๆใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น เด็กมัธยม อาชีวะ มหาลัย ฯล มีทุกไซส์ทุกขนาด ไอ้ครั้นจะดูอย่างเดียวเดี๋ยวก็จะหาว่าแล้งน้ำใจ ถ้าไม่กดไลค์ให้ก็จะกระไรอยู่

7.เผื่อเค้าจะไลค์กลับให้มั่ง เป็นธรรมดาครับท่านหว่านพืชก็ต้องหวังผลบ้าง ภาษาบ้านๆเค้าเรียกว่าเอาแรงกันไว้ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันดีกว่า คราวนี้เธอโพสท์เดี๋ยวชั้นช่วยไลค์คราวหน้าถ้าชั้นโพสท์อะไร เธอช่วยไลค์ให้ชั้นบ้างละกันนะ อย่าปล่อยให้โพสท์ตายมันจะอายเค้า

8.อยากให้รู้ว่า..ยังอยู่ไม่ได้ไปไหน ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้ถ้าไม่เป็นเพื่อนๆก็จะเป็นคนที่ใกล้ชิดสนิทกัน มากๆ ประเภทมองตาก็รู้ใจเห็นไลค์ก็รู้ว่าสบายดี ประมาณว่าเห็นโพสท์ไม่ต้องคิดอะไรไลค์ไปก่อนเลยครับพี่น้อง ไลค์ไปแล้วค่อยย้อนกลับมาอ่าน ห่านเอ๊ย!มันบอกว่าพ่อมันตาย (ทำไงตรูไลค์ไปแล้ว)

9.อยากคุยด้วยแต่ไม่กล้า เหตุผลหลักๆคืออยากให้รู้ว่ามีใครบางคนแอบเป็นกำลังใจให้คนโพสท์อยู่ตลอดเวลา แต่ว่าเค้าคนนั้นค่อนข้างขี้อาย อยากจะ Mentอะไรบ้างแต่ก็ไม่กล้า ด้วยกลัวว่าถ้อยคำที่เขียนลงไปจะทำให้เจ้าของโพสท์ขุ่นข้องหมองใจ ก็เลยเลือกกดไลค์แทนความในใจแล้วกัน 


10.ตกหลุมรักเจ้าของโพสท์ บุญนำพาวาสนาส่งให้มาเจอกันที่ Facebook เนื้อหาแค่ส่วนประกอบแต่ที่ชอบคือเจ้าของโพสท์ ทำยังไงได้ล่ะครับก็มันชอบเค้าแล้วนี่ ไม่ว่าจะกี่โพสท์ก็จะตามไปเม็นท์ตามไปไลค์อย่างไม่ย้อท้อ ขอเพียงเธออย่าเพิ่งลบฉันออกจากการเป็นเพื่อนก็พอ

ทั้งหมด10ข้อนั้นก็เป็นเหตุผลเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่อาจจะำให้หลายๆคนรู้สึกอยากอยากจะกดไลค์ให้กับโพสท์ใดโพสท์หนึ่ง แล้วคุณล่ะครับคิดว่าตัวเองกดไลค์ด้วยเหตุผลข้อใดกันบ้าง แต่จะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ส่วนตัวผมเองแล้วเห็นว่าเครื่องมือสำหรับกดไลค์ มันเป็นส่วนหนึ่งที่ดีมีประโยชน์อย่างหนึ่งของ Facebook เพราะการกดไลค์ก็เปรียบเสมือนกับการที่เราจะสามารถส่งความระลึกนึกถึง ความห่วงใยเอาใจใส่หรือใช้แสดงความเห็นด้วยลงไปในโพสท์นั้นๆ แม้ว่าเราจะไม่มี comment ใดๆเลยก็ตาม และในฐานะที่ผมเองก็เป็นคนที่โพสท์อยู่เป็นประจำ บอกได้เลยครับว่าการได้เห็นไลค์จำนวนมากเท่าไหร่ในโพสท์ของตัวเองนั้น มันเป็นสิ่งที่น่ายินดีไม่ใช่น้อย หรือคุณว่าไม่จริง... 

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://snappytux.com

ด้วยรักและหวังดี "ภาษีคนอ้วน"

 กระแสข่าวมาแรงแซงทางโค้งทุกเรื่องจนตกขอบบนสื่อสังคมออนไลน์ทุกแขนง คงหนีไม่พ้นเรื่องของ การที่มีนักวิชาการท่านหนึ่งออกมาเสนอแนวคิด ให้มีการเรียกเก็บภาษีสำหรับคนโสดมากขึ้น เพราะหวั่นวิตกว่าในอนาคตประเทศไทยของเรา จะขาดแคลนแรงงานคนหนุ่มสาว เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้กำแพงภาษีมาบีบบังคับทางอ้อมให้คนหนุ่มสาวรีบแต่งงาน จากนั้นก็รีบเร่งผลิตประชากรออกมา เพื่อให้ทันกับการรองรับตลาดแรงงานในอนาคต แหม !ทำยังกะมนุษย์เราเป็นสัตว์เศรษฐกิจยังงั้นแหละ บังคับให้เกิด บังคับให้กิน บังคับให้เติบโต บังคับให้แพร่เผ่าพันธุ์ สุดท้ายคงมีการบังคับให้ตายด้วยละมั้ง ฟังดูแล้วเหมือนนิยายใช่มั้ยล่ะ แต่ว่านิยายเรื่องที่ไม่น่าเกิดมันก็เกิดขึ้นมาจนได้ครับ (ผมก็ไม่ทราบว่าท่านๆทั้งหลายเอาอะไรมาคิดและวิเคราะห์เหมือนกัน) แต่ก็ไม่ต้องแปลกใจครับในประเทศสารขันธ์อะไรแปลกๆมักเกิดขึ้นได้เสมอ

แต่สำหรับผมแล้ว มองว่ามันคงเป็นแค่เรื่องขำขันคลายเครียดเท่านั้น ในการที่จะนำมาปฏิบัติบังคับใช้ให้ได้จริงๆนั้นคงเป็นไปได้ยาก ขนาดแค่นำเสนอยังโดนจวกซะเละเทะ นี่ยังไม่นับขั้นตอนต่างที่จะต้องนำมาประกอบการบังคับใช้อีกจำนวนมากมายหลายขนาน (ไม่ทราบว่าท่านผู้รู้ท่านได้เตรียมการคิดไว้บ้างหรือยัง)เป็นต้นว่า ขอบเขตหรือคำจำกัดความของคนโสดนั้นคืออะไร? แล้วจะมีวิธีการตรวจสอบและยืนยัน ความเป็นโสดได้อย่างไร? อายุแค่ไหนที่ยังไม่มี ผัว-เมีย ถึงจะเริ่มเรียกว่าโสด และจุดสิ้นสุดมันอยู่ตรงไหน? พระ-เณร-ชี-ทหาร-ตำรวจชายแดน-โจรผู้ร้ายที่ถูกคุมขัง ทั้งหลายรวมอยู่ในข่ายนี้ด้วยหรือไม่? อีกทั้งกลุ่มคนที่ไม่อยู่ในฐานภาษี-กลุ่มคนผู้พิการหรือบกพร่องด้วยสาเหตุต่างๆจะมีวิธีการปฏิบัติอย่างไร? ไหนจะกลุ่มคนประเภทที่สามทุกรูปแบบคุณจะเอาอย่างไรกับพวกเขาดี? โอ๊ย! แค่คิดเล่นๆแบบนักวิชาเกินอย่างผมยังรู้สึกปวดหัวเลยครับ แต่จริงๆแล้วเท่าที่ผมเห็นนะ คนโสดส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่สามารถอยู่ด้วยตนเองได้ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง พูดง่ายๆก็คือคนที่มีตังค์นั่นแหละครับ ส่วนคนจนๆหรือคนหาเช้ากินค่ำทำงานรายวัน กลุ่มคนประเภทนี้ส่วนใหญ่มักจะมีครอบครัวเร็ว เพราะต้องการคนมาช่วยหารค่าใช้จ่ายหรือร่วมสร้างฐานะด้วยกัน ทีนี้พอแต่งงานมีครอบครัว มีลูกก็ไม่สามารถดูแลได้เพราะยังต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงานหากินหาจ่ายไปวันๆและเพื่อการสร้างฐานะดังตั้งใจไว้ ภาระการเลี้ยงดูทั้งหลายก็เลยตกไปอยู่กับปู่ย่าตายายที่บ้าน ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะเอาเงินไปสนับสนุนช่วยเหลือและลดภาษีให้กับครอบครัวที่มีลูก 2-3คนเหล่านั้น แต่กับข้อเสนอที่ว่าจะบังคับใช้มาตรการภาษีกับกลุ่มคนที่ไม่อยากมีครอบครัว ไม่อยากมีลูกทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการผมว่าไม่..จะดีกว่ามั้งครับ

พูดกันเล่นๆนะผมว่า ถ้าอยากได้ภาษีแบบเต็มๆจากการเรียกเก็บจากคนโสดนั้นมันไม่ง่ายนักหรอกครับ เพราะว่าการเลิกเป็นคนโสดนั้นมันง่ายซะยิ่งกว่าการเดินไปขึ้นรถเมล์หน้าปากซอยซะอีก ถ้าไม่เชื่อลองประกาศบังคับกฏหมายดูสิ ไม่ทันได้เก็บภาษีหรอกคนโสดทั้งหลาย ก็กลายเป็นคนไม่โสดกันหมดแล้ว (ผมเชื่อว่าเค้ามีวิธีการของเขาละกันน่า)ถ้าอยากเก็บภาษีแบบง่ายๆ และหลีกเลี่ยงได้ยากแล้วละก็ ผมขอเสนอให้จัดเก็บ"ภาษีคนอ้วน"แทนการเรียกเก็บ "ภาษีคนโสด"น่าจะดีกว่าแน่นอนครับ ดังที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า "ความอ้วน" เป็นบ่อเกิดแห่งโรคภัยทั้งหลายอาทิเช่น เบาหวาน ความดัน ไขมัน โรคหัวใจ ฯลฯ ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้และบุคลากรส่วนหนึ่งไปในการดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นการดีครับที่เรียกเก็บภาษีจากความอ้วน อ้วนมากจ่ายมากอ้วนน้อยก็จ่ายน้อย คำจำกัดความก็ไม่ยาก ไม่ว่าหญิง ชาย เด็ก คนแก่ พระเณร บุคคลเพศที่สามทั้งหมด หากดัชนีมวลกายเกินพิกัดก็ถือว่าอ้วน วิธีการตรวจสอบก็ไม่ยุ่งยากถึงเวลายื่นแบบเสียภาษีก็จับขึ้นตาชั่งๆน้ำหนักหาดัชนีมวลกายกันไปเลย เกินเท่าไหร่ก็จ่ายกันไปตามอัตราที่ตกลงกันไว้เช่น ถ้าดัชนีมวลกายเกินไป 0.1 ก็เสียภาษี 100 บาทเป็นต้น ในปีต่อๆไปถ้าสามารถลดน้ำหนักลงได้ก็สามารถนำมาหักลดหย่อนคืนได้ตามกระบวนการขอคืนภาษี สำหรับกลุ่มคนที่ไม่อยู่ในฐานภาษีก็ให้ใช้ข้อมูลจากโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชลรวมถึงคลีนิกต่างๆ ซึ่งต้องทำการตรวจวัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก วัดความดัน อันเป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นปกติทุกครั้งอยู่แล้วก่อนที่เราจะเข้าไปพบแพทย์(ใครคิดจะไม่เข้าโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลต่างๆบ้างก็แล้วไป วันนี้ไม่เข้าสักวันก็ต้องเข้า ยังไงก็ต้องได้ข้อมูลส่วนนี้อยู่ดี ถ้าตรวจสอบพบว่าอ้วนมานานแล้วก็เก็บภาษีย้อนหลังซะให้เข็ด ยกเว้นคนอยากอ้วนและเต็มใจเสียภาษี(อันนั้นไม่ว่ากัน)หรือผู้ที่แพทย์ระบุว่าเป็นผู้ป่วยโรคอ้วน หรือมีผลข้างเคียงจากการรักษาทำให้เกิดความอ้วนโดยไม่ได้ตั้งใจ)

แบบนี้น่าจะดีที่สุดนะผมว่า มาตรการนี้คงไม่ค่อยกระทบกับคนจนๆ ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศเท่าไหร่ เพราะว่าคนจนๆส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยอ้วนหรือมีบ้างที่อ้วนก็น้อยคนก็ไม่เห็นต้องกังวลอะไร กลุ่มคนที่น่าจะกังวลใจมากที่สุดก็คือ กลุ่มคนผู้มีอันจะกินนี่แหละครับ มีเงินมากกินมาก กินหมูเห็ดเป็ดไก่ ฯล ห่างไกลน้ำพริกผักจิ้ม ยิ่งกินมากเหลือสะสมมากก็อ้วนมาก หากไม่หาวิธีลดให้ได้ก็จ่ายภาษีซะให้อ่วมอรทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบต่อบุคคลทั่วไป เช่น หมอ พยาบาล (ถ้าอ้วนซะเองจะไปแนะนำใครเค้าได้) ทหาร ตำรวจ (นี่ยิ่งแล้วใหญ่ ถ้าอ้วนแล้วจะไปวิ่งจับโจรผู้ร้ายทันที่ไหนกัน) ครูบาอาจารย์ นักวิชาการทั้งหลาย ฯล (นี่ก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะว่าเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำและคำสั่งสอน)บุคคลสาธารณะต่างๆ เช่น ดารา นักแสดง นักร้อง นักดนตรี พิธีกร นักการเมือง ฯล(คือกลุ่มบุคคลที่ต้องเป็นแกนนำและทำตนเป็นตัวอย่าง) ซึ่งต้องทำหน้าที่เป็นตัวอย่างที่ดีและต้องสามารถให้คำแนะนำผู้อื่นได้ด้วย ถ้าหากยังทำตัวอ้วนซะเองก็ต้องเก็บภาษีมากกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไปสักสองเท่า (โทษฐานอ้วนในหน้าที่) เชื่อผมเหอะแค่ปีแรกปีเดียวก็ไม่มีที่จะเก็บเงินภาษีแล้วล่ะครับ รับรองว่าพอประกาศใช้ปุ๊บปีแรกนี่ลดน้ำหนักกันไม่ทันแน่นอน ด้วยวิธีการตรวจสอบแบบง่ายๆหมดสิทธิ์หลีกเลี่ยงครับใครอ้วนใครผอมก็เห็นกันอยู่จะๆ วิธีการนี้แหละครับ จะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายให้กับประชาชนและลดรายจ่ายของรัฐไปในตัว ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเห็นๆ

ทั้งหมดมันก็เป็นเพียงความคิดบ้าๆเรื่อยเปื่อยของผมคนเดียวนะครับ หวังว่ามันคงไม่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่งั้นคงโดนด่าจมหูเหมือนกัน แต่ก็อย่างว่าละครับผู้ได้รับผลกระทบเค้าก็คงมีวิธีการแก้ไข หลีกเลี่ยงไปจนได้หละน่า จากประสบการณ์ของผมเมื่อครั้งยังมีหน้าที่รับผิดชอบด้าน ISO อยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง วิธีการแก้ปัญหาแบบหนึ่งที่นิยมกันมากก็คือ ข้อไหนที่เขียนไปแล้วทำไม่ได้ ตรวจทีไรโดน CARทุกที แก้ไม่ไหวจริงๆก็แก้ไข QP,WI ใหม่ซะ ใส่และหรือเข้าไปก็ง่ายขึ้น แย่สุดๆจริงก็ลบมันทิ้งไปเลยสิ้นเรื่อง (หลายๆแห่งคงใช้วิธีเดียวกัน) แนวทางการแก้ไขเรื่อง การพิจารณาตรวจสอบความอ้วนก็คงจะคล้ายๆกัน เมื่อลดน้ำหนักไม่ได้ก็ต้องแก้ไขมาตรฐานการตรวจสอบในรายละเอียดปลีกย่อยกันละทีนี้ คงมีการเติม และ/หรือ เต็มไปหมดในหัวข้อการตรวจต่างๆ เราอาจจะได้เห็นกฏเกณฑ์ใหม่ๆในการหาน้ำหนักมาตรฐานซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามดุลยพินิจของคนร่างกฏหมาย เป็นต้นว่า ผู้มีน้ำหนักไม่เกิน 100 กิโกรัมถือว่ามาตรฐานเกินจากนั้นคือน้ำหนักเกินปกติ น้ำหนักมากกว่า 150 กิโลกรัมถือว่าอ้วน (ว่ากันไปนั่นเลย แก้ไขตัวเองไม่ได้ แก้ไขกฏซะเลยง่ายดี)

สรุปแล้วก็คือ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเก็บภาษีเพิ่มด้วยวิธีการใดๆก็ตามที ล้วนแล้วแต่ไม่ดีทั้งนั้นแหละสำหรับคนที่มีหน้าที่เสียภาษีแบบเต็มๆอยู่แล้ว ไหนจะภาษีเงินได้ ภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสังคม ฯล แค่นี้เงินเดือนก็แทบจะไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว ยิ่งคนโสดไม่ต้องพูดถึง เสียเต็มๆทุกเม็ด จะมองหาอะไรมาลดหย่อนก็ไม่มี หนำซ้ำยังจะมาโดนเรียกเก็บเพิ่มเข้าไปอีก มันน่าช้ำใจมั้ยล่ะ สำหรับคนโสดท่านใดที่ฐานเงินเดือนไม่ถึงไม่เสียภาษีอยู่แล้วก็ดีใจด้วย แต่ถ้าคนโสดท่านใดที่เสียภาษีเต็มๆอยู่แล้ว ก็ต้องช่วยกันภาวนาอย่าให้ผ่านกฏหมายออกมาบังคับใช้ก็แล้วกันละครับงานนี้ สำหรับเรื่องภาษีคนอ้วนนั้น ก็ขอให้เป็นแค่เรื่องอ่านสนุกสนานกันเล่นๆนะครับอย่าไปซีเรียสกับมันมากนัก แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีการเรียกเก็บหรือไม่เรียกเก็บภาษีคนอ้วนก็ตามที คงจะเป็นการดีกว่าถ้าเราทุกคนรู้จักดูแลตัวเองไม่ให้อ้วน และรักษาสุขภาพให้แข็งแรงให้ได้นานเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายขอให้ผู้อ่านทุกท่านโชคดีไม่เสียทั้ง"ภาษีคนโสด"หรือว่า"ภาษีคนอ้วน"ก็แล้วกันครับ...

ขอบคุณภาพประกอบเรื่องจาก http://www.posttoday.com

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

20 เรื่องดีๆของหน้าฝน (แบบขำๆ)


"หน้าฝน" ฤดูกาลที่หลายๆคนไม่ค่อยชอบอาจจะด้วยสาเหตุที่ว่า ข้อหนึ่งมันทำให้การเดินทางของเราลำบากขึ้น รถราก็เยอะแถมติดยาวเหยียดบางทีก็พ่วงด้วยอุบัติเหตุบนท้องถนนเข้าไปอีก ทำให้เราต้องเผื่อเวลาตื่นให้เช้าขึ้นและเสียเวลาในการเดินทางมากขึ้น ข้อสองบางคนก็ว่ามันทำให้เลอะเทอะเฉอะแฉะอาจจะทำให้ชุดสวยชุดหล่อใส่ออกไปได้ไม่ถึงไหนก็เปรอะเปื้อนซะแล้ว ต้องทนใส่เสิ้อกันฝนที่ดูไม่สวยงาม ต้องพกพาร่มเป็นการเพิ่มสัมภาระเข้าไปอีกฯล ข้อสามใครอีกหลายๆคนก็ไม่ชอบหน้าฝนเพราะสิ่งที่พ่วงมากับหน้าฝนนี่แหละ  ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ บรรดาสัตว์น่าเกลียดน่าขยะแขยง ประเภทไส้เดือน กิ้งกือ ทากหรือสัตว์มีพิษต่างๆ ที่เราไม่ค่อยชอบมักจะแวะเวียนมาหาตอนช่วงหน้าฝนเป็นออฟชั่นพิเศษที่ไม่ค่อยอยากได้ ข้อสี่บ้างก็ว่าหน้าฝนทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่นค่าบริการล้างรถ  ล้างมาไม่ทันไรออกจากบ้านเดี๋ยวเดียวสกปรกเหมือนเดิมอีกละ จากล้างอาทิตย์ละครั้ง อาจต้องเพิ่มเป็นสองครั้ง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ เช่นถ้าฝนไม่ตกก็ยังพอเดินไปได้แต่ถ้าฝนตกก็ต้องนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไป หรือต้องใช้บริการแท๊กซี่ในการเดินทาง เป็นต้น

นั่นเป็นเพียงเหตุผลเล็กๆน้อยเท่าที่ผมพอจะนึกออก แต่สำหรับหลายคนแล้วคงยังมีเหตุผลอีกหลายๆข้อที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นสาเหตุำที่ทำให้ไม่ค่อยชอบหน้าฝน สรุปโดยรวมก็คือเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบฤดูฝน จะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม แต่เราก็หลีกเลี่ยงมันไม่ได้เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่น่าจะทำได้คือการปรับตัวให้อยู่ร่วมกับหน้าฝนอย่างมีความสุข โดยการเปลี่ยนมุมมองเปลี่ยนความคิดนิดหน่อย มองโลกในทางบวกเข้าไว้เพื่อหาสิ่งดีๆจากหน้าฝนมันอาจจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ทีนี้เราลองมาดูกันว่าหน้าฝนที่หลายๆคนไม่ค่อยชอบ มันจะยังพอจะมีสิ่งดีๆอะไรแอบอยู่บ้าง มาหาคำตอบด้วยกันครับ...

1. ฝนตก ทำให้เกิดการสร้างงานกระจายรายได้ คนขายร่ม เสื้อกันฝน รองเท้ายาง รถรับจ้าง ร้านขายยา ฯล ช่วงหน้าฝนเป็นช่วงทำเงินของกิจการประเภทนี้ทีเดียว
2. ฝนตก ทำให้อากาศไม่ค่อยร้อน นอนหลับก็สบาย ไม่ต้องพึ่งพาแอร์และพัดลม เป็นการประหยัดค่าไฟไปในตัวอีกด้วย
3. ฝนตก เป็นสาเหตุให้การเดินทางยากลำบากขึ้น ก็เลยไม่อยากไปไหน ได้อยู่กับตัวเองหรือครอบครัวมากขึ้น มีเวลาทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้โข
4. ฝนตก ลงมาซะบ้างทำให้รู้ว่าเมืองไทยไม่ได้มีแค่หน้าร้อนกับร้อนกว่า
5. ฝนตก ก็ดีสิทำให้มีข้ออ้างไม่ต้องล้างรถบ่อยๆ
6. ฝนตก บางทีอาจทำให้ใครบางคนกลายโชคดีเป็นพระเอก-นางเอกมิวสิควีดีโอโดยไม่รู้ตัว
7. ฝนตก งานนี้หนุ่มๆสาวๆอาจโชคดีเจอเนื้อคู่มารับอาสากางร่มให้ก็ได้
8. ฝนตก ทำให้เรามีข้ออ้างในการมาสายเพิ่มขึ้นอีกข้อนึง
9. ฝนตก เป็นงานลดงานของพนักงานดับเพลิงไปในตัว
10. ฝนตก ปลูกอะไรก็ขึ้นง่าย สบายซะอีกไม่ต้องคอยรดน้ำ
11. ฝนตก ก็ดีจะได้มีโอกาสใส่เสื้อกันฝนสีสวยๆ เดินกางร่มออกไปเที่ยวเหมือนอยู่อังกฤษ
12. ฝนตก ยิ่งแรงยิ่งดีช่วยให้หลังคาบ้านเราสะอาด ปราศจากขี้นก ฝุ่นผงต่างๆ
13. ฝนตก ทำให้หนุ่มๆมีโอกาสได้เห็นโฉมหน้าอันแท้จริงของสาวๆไง จะได้รู้ไปใครแต่งหน้าจัดไม่จัด
14. ฝนตก สวรรค์สำหรับคนเศร้า จะได้แอบร้องไห้แบบเนียนๆกลางสายฝน
15. ฝนตก มากๆก็ดีเขื่อนจะได้มีน้ำสำรองไว้ใช้ยามขาดแคลน
16. ฝนตก ช่วยให้พื้นดินไม่แห้งแล้งเป็นฝุ่นให้รำคาญใจ
17. ฝนตก มีส่วนทำให้การฟังเพลงไพเราะนุ่มนวลน่าฟังมากขึ้น โดยเฉพาะเพลงที่เกี่ยวกับความรัก
18. ฝนตก เป็นการฝึกให้เรามีความอดทนและระมัดระวังมากขึ้นเพราะรถที่ติดยาวเหยียด จากเคยเป็นคนขับรถเร็วก็ต้องขับช้าลงโดยปริยาย ได้ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นเห็นๆ
19. ฝนตก ช่วงโลว์ซีซั่นของการท่องเที่ยว ทั้งที่พัก ทั้งอาหารทุกอย่างถูกลงเกือบครึ่ง โอกาสทองของคนชอบเที่ยวครับ
20. ฝนตก เป็นการช่วยเหลือสัตว์ไปในตัว บรรดาแมวทั้งหลายจะได้ไม่ต้องถูกจับมาสาดน้ำให้ทรมาน

เป็นไงบ้างครับ ข้อดีของหน้าฝนแบบขำๆที่ผมพอจะนึกออก เป็นข้อดีแบบขำๆนะครับอย่าไปซีเรียสกับมันซึ่งความจริงอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้ ซึ่งก็แล้วแต่มุมมองของใครของมัน อย่างไรก็ตามการที่เราต้องทนหงุดหงิด เสียอารมณ์กับฝนตกอยู่ทุกๆวัน อาจทำให้เราเกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว ทางแก้ก็คือ อย่างที่บอกล่ะครับเราต้องปรับตัวให้อยู่กับสิ่งที่เราไม่ชอบให้ได้ แล้วเราก็จะมีความสุขในทุกๆวันไม่ว่าวันนั้นจะเป็นวันที่ฝนตกหรือฝนไม่ตก...สวัสดีครับ

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://4.bp.blogspot.com






วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ฝนตกทีไร ทำไมต้องคิดถึงกัน ?




วันเสาร์ที่แสนชุ่มฉ่ำ ไม่ร้อนแต่ไม่เย็นและไม่เห็นดวงตะวัน ฝนตกยาวมาตั้งแต่เมื่อคืนและตกเรื่อยๆแต่ไม่แรงตลอดทั้งวัน หนักบ้างเบาบ้างตามช่วงเวลา นี่คงน่าจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าหน้าฝนเริ่มย่างเข้ามาเต็มตัวแล้ว ด้วยสภาพอากาศไม่เหมาะสมกับการเดินทางไปไหนมาไหน หรือเอื้อให้ทำกิจกรรมใดๆ นอกจากการพักผ่อนอยู่กับบ้าน เล่นอินเทอร์เนท อ่านหนังสือ เดินบ้างนั่งบ้างจนกระทั่งถึงนอนเหม่อมองสายฝนโปรยปราย จิบกาแฟอุ่นๆ ฟังเพลงรักละมุนที่เกี่ยวกับสายฝนแบบเบาๆ ท่ามกลางบรรยากาศเหงาๆของฝนพรำ เชื่อว่าหลายๆท่านก็คงเหมือนกับผม และผมก็ยังเชื่ออีกว่าหลายๆคนคงมีเรื่องราวมากมายหลายเรื่องที่เกิดขึ้นและถูกบันทึกเก็บไว้ในใจ  และถูกนำมาขบคิดหรือปลดปล่อยให้ล่องลอยไปไกลในยามสายฝนพรำกันบ้างล่ะน่า พูดไปแล้วก็แทบไม่น่าเชื่อว่า พลังอำนาจของสายฝนจะมีผลทำให้เกิดปฏิกิริยาทั้งในทางบวกและทางลบของอารมณ์ในช่วงนั้นๆ ของมนุษย์เราได้อย่างมากมาย เป็นต้นว่า ผู้ที่กำลังตกอยู่ในความรัก การนั่งเหม่อมองสายฝนอาจจะช่วยสร้างจินตนาการอันเพริศแพร้วอยู่ในห้วงความฝันอันสวยงาม แต่ถ้าเป็นผู้ที่อยู่ห่างไกลจากคู่รัก การนั่งมองสายฝนอาจจะมีผลทำให้เกิดความเหงาทวีคูณ ยิ่งเพิ่มพูนความคิดถึงคนที่อยู่แสนไกล และถ้าผู้ที่อยู่ในอารมณ์ผิดหวัง สายฝนอาจจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น ยิ่งเหงามากขึ้นยิ่งเศร้ามากขึ้น แต่หากเป็นผู้ที่กำลังอยู่ในอารมณ์สุขสมหวังแล้วล่ะก็ สายฝนยามนั่งเหม่อมองอาจทำให้สมองเกิดความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการล่องลอยไปไกลตามสายฝนเลยทีเดียว ดังนั้นจึงทำให้พอสรุปได้ว่า การก่อเกิดของสายฝนมีอิทธิพลต่อความคิดถึงในด้านใดด้านหนึ่งของมนุษย์แน่นอน เอ..ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ผมได้อ่านบทความๆหนึ่งในฟอร์เวิร์ดเมล์ เกี่ยวกับเรื่องของสายฝนและความคิดถึงว่ามันเกี่ยวพันกันได้อย่างไรซึ่งเขียนไว้ได้อย่างน่าสนใจในหัวข้อที่ว่า "เวลาฝนตก ทำไมเรามักคิดถึงคนที่รักเสมอ" นั่นน่ะสิ หน้าร้อนก็ไม่ค่อยคิดถึงใคร หน้าหนาวก็อาจมีบ้างนิดหน่อย แต่ออกอาการหนักที่สุดก็ตอนหน้าฝนนี่แหละ ผู้เขียนให้เหตุผลที่ทำให้ความคิดถึงกำเริบมากตอนฝนตกไว้อย่างน่าฟังดังนี้ครับ 
เรื่องนี้มีตำนานอยู่ว่า... 
เมื่อก่อนนี้ ท้องฟ้า แผ่นดิน และผืนน้ำ เป็นเพื่อนรักกันทั้งสามอยู่ใกล้ชิดติดกัน จนกระทั่งโลกได้ถือกำเนิดพืชและสัตว์ขึ้น แผ่นดินและผืนน้ำก็มัวแต่ดูแลเอาใจใส่พืชและสัตว์ จนละเลยและไม่สนใจท้องฟ้า ท้องฟ้าก็เริ่มรู้สึกน้อยใจและถอยตัวห่างออกไป ห่างออกไปทุกที ทุกที
จนถึงวันที่โลกมีนกตัวแรกออกโบยบิน แผ่นดินและผืนน้ำจึงได้รู้ว่าท้องฟ้าได้จากไปไกลแสนไกล แผ่นดินและผืนน้ำพยายามส่งเสียงเรียกท้องฟ้า แต่ท้องฟ้าอยู่ไกลมากเลยไม่ได้ยิน
นกตัวนั้นจึงอาสาที่จะไปบอกกับท้องฟ้า นกก็บินขึ้นสูง สูงขึ้น สูงขึ้นไปเรื่อยๆ และส่งเสียงเรียก แต่เสียงนกนั้นเบาเกินไป ไม่อาจได้ยินไปถึงท้องฟ้า แต่นกตัวนั้นก็สัญญาว่า ต่อไปนี้นกทุกตัวจะบินขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อนำข่าวจากแผ่นดินและผืนน้ำไปบอกให้ท้องฟ้าได้รับรู้
ผืนน้ำและแผ่นดิน รู้สึกเศร้าใจที่เพื่อนรักห่างไกลออกไปทุกที ทุกที ทั้งสองคิดถึงเพื่อนเหลือเกิน ผืนน้ำพยายามที่จะม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นครั้งแล้วครั้งเล่า แผ่นดินพยายามยกตัวสูงจนตั้งตระหง่านแต่นั่นก็ยังสูงไม่พอ ยังไม่เข้าใกล้ท้องฟ้าสักที
พระอาทิตย์ซึ่งเฝ้ามองดูเหตุการณ์มาโดยตลอด รู้สึกเห็นใจจึงบอกกับทั้งสองว่า "เราอาจจะช่วยพวกเจ้าได้" พระอาทิตย์จึงอาสาช่วยโดยการส่องแสงลงมายังผืนน้ำและแผ่นดิน ทำให้ระเหยกลายเป็นไอ ลอยไปรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ ลอยขึ้นไปบอกข่าวแก่ท้องฟ้า บอกเล่าเรื่องราวต่างๆเป็นรูปต่างๆตามที่แผ่นดินและผืนน้ำได้พบเจอมา และบอกว่าแผ่นดินและผืนน้ำคิดถึงมากอยากให้ท้องฟ้าลงมาสนิทแนบชิดเหมือนเมื่อก่อน
ท้องฟ้าได้รับรู้เรื่องราวก็รู้สึกเสียใจ แต่ก็กลับลงไปไม่ได้ "ฉันกลับลงไปไม่ได้หรอก เพราะฉันเติบโตขึ้น และอยู่สูงเกินไป ลงไปไม่ได้แล้วและฉันได้แผ่ขยายตัวเองจนกว้างขวาง ที่ฉันทำได้ก็เพียงแต่เฝ้ามองดูอยู่ไกลๆ และโอบกอดแผ่นดินและผืนน้ำไว้อย่างอ่อนโยนเท่านั้น และถึงแม้จะมีนกบินมาส่งข่าว แต่ฉันก็ยังคิดถึงแผ่นดินและผืนน้ำอยู่และอยากจะบอกกับทั้งสองว่าฉันเองคิดถึงเพื่อนมากมายเพียงใด"
ก้อนเมฆก็ตอบว่า "อยู่บนนี้นานๆก็เหงาเหมือนกัน บางทีก็อยากกลับลงไปข้างล่างบ้าง"
ท้องฟ้าเลยบอกว่า "ฉันก็เหงาเหมือนกันแต่ว่าฉันกลับลงไปไม่ได้ แต่เจ้าลงไปได้นี่ ถ้าอย่างนั้นฉันจะส่งเจ้ากลับลงไป และความคิดถึงของฉันก็หนักมากพอที่จะส่งพวกเจ้าลงไปหมดทั้งท้องฟ้า"
จากนั้นก้อนเมฆทั้งหมดก็รวมตัวกัน และรวมเข้ากับความคิดถึงอันมากมายของท้องฟ้า จากนั้นก็ตกลงมาเป็นหยาดฝน ส่งผ่านความรักความคิดถึงมายังแผ่นดินและผืนน้ำ
จึงไม่แปลก ถ้าเมื่อใดที่ฝนตก แล้วเราจะรู้สึกคิดถึงคนที่เรารัก คนที่เราผูกพัน เพราะบางครั้งท้องฟ้าก็ส่งความเหงาฝากลงมาด้วย...


แล้วคุณล่ะคิดถึงใครบ้างไหมเวลาที่มองสายฝนพรำ ?...