หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ งานกับเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ งานกับเงิน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปัญหาหลักของ มนุษย์เงินเดือน ตอนที่ 1



ตอนที่ 1 ลืมวางเป้าหมายชีวิต
ตอนที่ 1 ของ ปัญหาหลักของ มนุษย์เงินเดือน บทความๆดีๆบทความนึง ซึ่งเป็นเริ่องราวที่ต่อมาจากตอน 10 ข้อ ความแตกต่าง ระหว่าง คนรวย กับ คนชั้นกลาง กับ คนจน  จากหน้าบล๊อกของคุณ Meaw-ie ผมเห็นว่าน่าสนใจดีจึงขออนุญาตินำมาแชร์ลงในบล๊อกตัวเองบ้าง เพื่อนๆลองอ่านกันดูนะครับ อ่านจบแล้วก็ลองตั้งคำถามตัวเองกันดูบ้างนะครับ...



มนุษย์เงินเดือน
     ถ้ามองย้อนไปหลายปีก่อนในเดือนมีนาคมนี้ มันจะเป็นเดือนที่สำคัญสำหรับนิสิต-นักศึกษาหลายๆคนที่จะออกจากรั้ว มหาวิทยาลัยมาเผชิญชีวิตจริงๆในการทำงาน มีน้องๆหลายคนมาปรึกษาผมเรื่องการหางานทำ คำถามยอดฮิตก็คงไม่พ้นคำถามเหล่านี้
1.จะทำงานอะไรดี ?
2.งานที่ไหนดี ??
3.เวลาเลือกงาน เราต้องเลือกยังไง ?
4.ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่างานแบบไหนเหมาะกับเรา
คำถามเหล่านี้มักจะมาจากการที่คนๆนั้น มีทัศนคติการใช้ชีวิตประเภทมองสั้นๆหรือไม่มีการวางเป้าหมายระยะยาว ถ้าเราถามคำถามลงลึกๆเช่น
1.เราได้เป้าหมายชีวิตไว้อย่างไร
2.มีสิ่งใดที่สำคัญมากๆในชีวิตที่จะต้องทำให้ได้หรือไม่
3.มีความฝันบ้างไหม (ไม่ใช่ฝันเฟื่อง)
4.ออกแบบชีวิตไว้อย่างไร
พวกเขามักจะไม่ได้คิดหรือตอบไม่ได้เสมอๆ ซึ่งก็ไม่แปลกครับ เพราะสังคมบ้านเราไม่ค่อยได้สอนกันให้วางเป้าหมายระยะยาว ไม่ค่อยได้สอนให้มีฝันที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีสอนทั้งในหนังสือเรียนและมหาวิทยาลัย เพราะในรั้วโรงเรียนสอนกันแค่ เรียนให้ดี สอบเทอมหน้าให้ได้เกิดดีๆแล้วจะดีเอง ส่วนที่บ้านก็สอนคล้ายๆกัน ให้ตั้งใจเรียน หางานดีๆ จะได้สบายตอนแก่ ต้องรอตอนแก่ถึงจะสบาย (หรือวะ ?)
มีเรื่องเล่าครับ
     ชายหนุ่มเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศไทย โบก Taxi ริมถนน Taxi จอดให้เขาขึ้นรถ พอหนุ่มนั่งลงเบาะหลัง เขาก็นั่งเฉยๆ จะไปที่ไหนครับ คนขับรถถาม
“….ไม่รู้สิ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปไหนดี ?” ชายหนุ่มตอบ
แล้วจะให้ผมทำยังไง ตกลงคุณต้องการเดินทางไปไหนสักที่ใช่ไหม ?” คนขับสงสัย
ใช่ ผมต้องเดินทาง แต่ผมไม่รู้จะไปไหนชายหนุ่มเกาหัว งั้นเอาเป็นว่าพี่ขับไปเรื่อยๆก็แล้วกันคนขับกดปุ่มมิตเตอร์ แล้วขับรถออกไปแบบงงๆ มิตเตอร์ก็ค่อยๆขยับค่าโดยสารที่ละ 2-3 บาทไปเรื่อยๆชายหนุ่มมองออกไปนอกหน้าตาแบบเหม่อลอย มองดูตลาด มองดูคนหาบของ มองดูรถที่ติดยาวเหยียด
     เป้าหมาย คือจุดหมายปลายทาง เปรียบได้กับปลายทางที่เราจะเดินทางไป มิเตอร์ หรือค่าโดยสาร เหมือนเวลาและค่าใช้จ่ายที่เราต้องสูญเสียตลอดระยะเวลาในการดำเนินชีวิต ในชีวิตจริง แม้เราจะนอนอยู่บ้านเฉยๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าชีวิตเราหยุดนิ่ง เรายังคงค่อยๆเดินหน้าไปสู่เวลาสุดท้ายของชีวิต ทีละวินาที ทีละนาที ทีละวัน
     คนเรามีอายุเฉลี่ยบนโลกใบนี้ 25,000 วัน ถ้าคุณอายุ 25 ปี คุณได้เดินทางมาแล้ว 9,125 วัน หรือประมาน 2 ใน 5 ของชีวิต เดินทางกันมา 9,125 วันไม่ทราบว่าคุณเข้าใกล้เป้าหมายและความฝันในชีวิตหรือยังครับ ? หรือเรายังคงเป็นคนหนึ่งคนที่นั่งรถ Taxi ไปเรื่อยๆ เผาเวลาและเงินทองไปโดยไม่ได้ให้คุณค่าที่แท้จริงกับสิ่งที่สำคัญต่อชีวิต ถ้าในชีวิตจริงเราเจอเหตุการณ์แบบนี้ ถ้าไม่คนขับ หรือคนโบกรถ น่าจะต้องมีสักคนที่ปัญญาอ่อนแน่ๆ เพราะคงไม่มีใครที่ขึ้นแท๊กซี่ด้วยอาการไร้สาระแบบนั้น
แล้วเส้นทางชีวิตหรือเป้าหมายชีวิตของเราละ ?? เรามีกันหรือยัง ??
     หรือเราอยากเป็นคนแก่คนหนึ่ง ที่มานั่งเสียดายชีวิตที่ผ่านมา และบ่นกับตัวเองว่าเสียดายเวลาในชีวิตที่ผ่านๆมา งานที่คุณทำหรือที่คุณกำลังมองหา ยังไม่สำคัญว่าเป้าหมายที่เราต้องการมันคืออะไร สิ่งสำคัญคือเราต้องวางเป้าหมายให้ชัดเจน มีฝันที่มั่นคง ส่วนเส้นทางหรือวิธีการที่จะเดินทางไปนั้น……มันจะปรากฎออกมาเองโดยที่ไม่ ต้องมาถามใครว่าจะทำงานอะไร อาชีพและแนวทางชีวิตจะมาให้เราเลือกเองในวันที่เป้าหมายเราชัด
     คนที่มีฝันชัดเจนว่าอยากจะเป็นนักบิน ได้ท่องเที่ยวทั้วโลก มีเงินเดือนสูงพอที่จะดูแลคนทั้งครอบครัว เขาก็จะเตรียมพร้อมและทำทุกอย่างเพื่อจะเป็นนักบิน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพ ติวหนังสือ ฝึกษาอังกฤษ และเฝ้าติดตามสอบทุกๆครั้งที่มีการรับสมัคร คงไม่ไปเสียเวลาไร้สาระกับการเรียนต่อ ป.โท เพราะขี้เกียจหางานหรือฆ่าเวลาไปพลางๆเพื่อจะได้วุฒิเอามาทำเท่ห์ เพราะคนที่เป้าหมายชัดเจน จะไม่ทำอะไรอันเป็นการเสียเวลาหรือขัดขวางเส้นทางที่จะไปสู่เป้าหมาย
ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปถาม ผมจะไปหมอชิตครับ
ได้เลยครับ ขึ้นมาเลย” Taxi เชิญ
จะไปทางด่วน หรือเข้าวิภาฯไปทางปกติครับ” Taxi ถาม
ไปทางด่วนแล้วลงตรงหมอชิตเลยครับ พอดีผมรีบ ผมไม่อยากเสียเวลาชายหนุ่มตอบ
ได้เลยครับ
ไม่รู้ว่าจะพอสะกิดใจใครบางคนที่กำลังหางานหรือใช้ชีวิตไปวันๆได้แค่ไหนนะครับ ^^
ถ้าชอบจะมาแบ่งปันอีกครับ

ปัญหาหลักของมนุษย์เงินเดือน ตอนที่ 2



ตอนที่ 2 : ความกลัวในใจ
ตอนที่ 2 ของ ปัญหาหลักของ มนุษย์เงินเดือน บทความๆดีๆบทความนึง ซึ่งเป็นเริ่องราวที่ต่อมาจากตอน 10 ข้อ ความแตกต่าง ระหว่าง คนรวย กับ คนชั้นกลาง กับ คนจน  จากหน้าบล๊อกของคุณ Meaw-ie ผมเห็นว่าน่าสนใจดีจึงขออนุญาตินำมาแชร์ลงในบล๊อกตัวเองบ้าง เพื่อนๆลองอ่านกันดูนะครับ อ่านจบแล้วก็ลองตั้งคำถามตัวเองกันดูบ้างนะครับ...




มนุษย์เงินเดือน

ช้างนั้นมีพละกำลังมหาศาล ช้างสามารถโค่นต้นไม้ ทำลายบ้าน สามารถต่อกรได้กับสัตว์ทุกชนิด แต่ท่านเชื่อไหมว่าช้างที่ถูกเลี้ยงมานั้นบางเชือกนั้นช่างแปลกนัก เมื่อควาญช้างเอาเชือกกล้วยมาพันข้อขาข้างหนึ่งของเจ้าช้างตัวใหญ่ มันจะไม่ขยับไปไหนราวกับถูกล่ามไว้กับโซ่ตรวน แม้ว่าเชือกกล้วยจะไม่ได้ผูกเข้ากับเสาใดๆก็ตาม ทั้งๆที่ช้างนี้มาพละกำลังมากมายนักแต่กลับจำนนต่อเชือกกล้วยธรรมดาๆ

เพราะตอนช้างมันยังเป็นเด็กเล็ก มันก็ถูกผูกไว้กับต้นไม้ เนื่องจากมันยังเด็กและยังเล็ก มันไม่สามารถดึงเชือกให้ขาดได้ เมื่อลองแล้วมันก็จำฝังใจว่า ฉันทำไม่ได้หรอก

เมื่อมันโตขึ้นมันก็ยังคงมีความคิดแบบเดิม กับสิ่งเดิมๆ เมื่อใดก็ตามที่ควาญช้างเอาเชือกมาคล้องที่ขามัน มันจะหยุดอยู่นิ่งๆ แม้ว่ามันจะโตขึ้นๆๆ ช้างมันโตขึ้น แต่ความคิดมันไม่ได้โตตาม

มันยอมโดนเชือกกล้วย ผูกไว้ตั้งแต่เล็กจนโต แม้ควาญช้างจะไม่ได้เอาปลายเชือกอีกข้างไปผูกกับต้นไม้เลยก็ตาม

พวกเราเป็นคน หรือเป็นช้างครับ ??

คนบางคนอ่อนแอและมีความเชื่อในใจต่ำกว่าช้างอีก เพราะคนบางคนยอมให้ตัวเองถูก ผูกไว้กับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีตัวตน เช่นความกลัว ความขี้เกียจ คนเรามีศักยภาพมากมาย คนเราสามารถทำสิ่งต่างๆได้เยอะแยะ แต่เรากลับยอมให้ความกลัวมันผูกตัวเราไว้ ไม่มีใครจะช่วยแก้เชือกแห่งความกลัวที่ผูกตัวเราได้นอกจากตัวเราเอง ในชีวิตประจำวันของเรา เรามักจะมีความกลัวมาเป็นข้ออ้างในการไม่ทำสิ่งต่างๆ เราไม่กล้าทำในสิ่งที่ดีงาม เพราะกลัวคนอื่นหมั่นใส้

เรากลัวความล้มเหลว จึงได้แต่ทนทำงานประจำที่ไม่มีอนาคต เรากลัวความเสี่ยงจากการลงทุน เราจึงอยู่เฉยๆให้เงินมันสูญหายไปกับเงินเฟ้อ เรากลัวการรู้จักกับคนใหม่ๆ ชีวิตเราจึงมีแต่เพื่อนห่วยๆหน้าเดิมๆรอบตัวเต็มไปหมด เรากลัวที่จะริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เพราะเราดูถูกศักยภาพตัวเองว่าเราไม่เก่ง เราไม่มีโอกาสหรือเปล่า เรากลัวการเปลี่ยนแปลง เราจึงยอมให้ชีวิตย้ำอยู่ที่เดิมเป็นปีๆ โดยหวังล้มๆแล้งๆว่าสกวันชีวิตจะดีขึ้น

ความกลัวนั้นไม่ได้มีควาญช้างคนไหนเอามันมาผูกขาเราไว้ แต่เป็นเพราะเราเองหรือเปล่าที่สร้างมันขึ้นมาทำให้เราไม่สามารถพัฒนาตัวเอง ไม่สามารถทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เราต่างคนก็มีความกลัวทั้งสิ้น แต่ทำไมบางคนเลือกที่จะเอามันมาผูกไว้ในชีวิต และทำไมบางท่านถึงไม่ได้เอามันมาพันธนาการตัวเองไว้ ??

ความกลัวมนุษย์คนไหนใครก็คงมี แต่สิ่งที่ต่างกันคือความกล้า กลัวแค่ไหนก็ไม่เป็นไร ขอเพียงเราเพิ่มความกล้าเข้าไปให้มากกว่าคนกลัว มันจะสู้ได้เอง คนที่กลัวผี สามารถเดินฝ่าซอยมืดๆได้คนเดียวก็เพราะ กลัวแต่สู้เขากลัวแต่ก็กัดฟันทำ กลัวแต่ก็ฝืนใจวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อจะผ่านพ้นซอยอันแสนมืดนั้นไปได้ แต่คนที่ไม่มีความกล้า ก็คงได้แต่นั่งภาวนารอให้มีคนเดินผ่านมาเป็นเพื่อน หรือโทรเรียกใครบางคนมาช่วย แบบนี้เรียกว่าเอาชีวิตไปฝากไว้กับคนอื่น แค่มีความกล้าคนเราก็สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองกลัวมาทั้งชีวิตได้แล้วครับ

สิ่งที่ผูกเราไว้นั้นช่างไร้สาระเสียเหลือเกิน มันช่างกระจอกยิ่งกว่าเชือกกล้วยเสียอีก เพราะมันล้วนแต่ไม่มีตัวตนทั้งสิ้น ช้างมันยังอ้างว่ามีเชือกมาผูกขามันไว้ แต่คนเราจะอ้างถึงสิ่งใดหรือ ???

ท่านที่ชีวิตยังเหมือนเดิม ไม่ได้ไปไหนมาไหนมาหลายปี จริงหรือไม่เพราะท่านกำลังถูกผูกไว้กับอะไรบางอย่างที่ท่านยอมแพ้มันเอง

ถ้าเป็นจริงขออวยพรให้ท่านมีความกล้าที่จะทำลายสิ่งที่ผูกท่านมานานปีครับ


ปัญหาหลักของ มนุษย์เงินเดือน ตอนที่ 3



ตอนที่ 3 รายได้ เวลา ความมั่นคง
ตอนที่ 3 ของ ปัญหาหลักของ มนุษย์เงินเดือน บทความๆดีๆบทความนึง ซึ่งเป็นเริ่องราวที่ต่อมาจากตอน 10 ข้อ ความแตกต่าง ระหว่าง คนรวย กับ คนชั้นกลาง กับ คนจน  จากหน้าบล๊อกของคุณ Meaw-ie ผมเห็นว่าน่าสนใจดีจึงขออนุญาตินำมาแชร์ลงในบล๊อกตัวเองบ้าง เพื่อนๆลองอ่านกันดูนะครับ อ่านจบแล้วก็ลองตั้งคำถามตัวเองกันดูบ้างนะครับ..



มนุษย์เงินเดือน

ผมเคยคุยสนุกๆกับเพื่อน อ๊อด นายเงินเดือนตอนนี้เท่าไหร่
“24000 บ. รวมโอทีก็สามหมื่นนิดๆเพื่อนที่รักตอบ
ถ้าเฉลี่ยเป็นวันก็ตกวันละ 1000บ. นายสนใจลาออกมาทำงานกับเราไหม
ก็อยากลาออกอยู่ ทำงานโคตรหนักเลย บางสัปดาห์ไม่ได้หยุดเสาร์-อาทิตย์ด้วยซ้ำ ตื่นเช้า เลิกก็ค่ำ ว่าแต่นายจะให้เงินเดือนเท่าไหร่เพื่อนผมถาม “3 แสนต่อเดือน
ได้ เดี๋ยวลาออกพรุ่งนี้มาสมัครเลย ว่าแต่เป็นงานอะไร” “งานชิมเบียร์
ดีเลยเราชอบดื่มเบียร์ แล้วต้องทำอะไรบ้าง
นายต้องดื่มเบียร์วันละ 2 ลัง (24 ขวด) ทุกวัน หมุนเวียนเปลี่ยนยี่ห้อไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะจบโปรเจ็ค 15 ปี
ไม่เอาแล้ว ๆๆๆๆ อายุสั้นพอดี ให้เงินเดือนมากกว่านี้ก็ไม่เอา ไม่อยากตายไว
“555 นายจะกังวลอะไร ได้เงินเดือนเยอะกว่าที่เดิมตั้ง 10 เท่าเลยนะ
แต่ถ้าอายุสั้นก็ไม่คุ้มสิ นายอย่าลืมนะว่าเวลาในชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มีเงินแต่ไม่มีเวลาก็ไม่มีประโยชน์เพื่อนผม พูดได้คมคายเหลือเกิน
เวลา…… นายว่าเวลาสำหรับนาย มันสำคัญจริงหรือ ?” ผมถามย้ำ
สำคัญสิ มีเงินเยอะแค่ไหนแต่ไม่มีเวลาก็เท่านั้น นอกจากจะไม่มีเวลาใช้เงิน เผลอๆอาจจะตายเร็วเพราะทำงานหนักอีก
ถ้าเวลามันสำคัญขนาดนั้น ทำไมนายเอาเวลาทั้งชีวิตของนายไปให้เขาเช่าวันละ 1000 บ. ละ ?”
       การเป็นพนักงานที่รับเงินเดือน หลายๆท่านจะพึงพอใจกับงานที่ท่านทำและรายได้ที่ท่านได้รับ แต่การทำงานประจำเป็นลักษณะงานที่ลูกจ้างไม่มีวันรวย เหมือนการไปปลูกต้นกล้วยบนที่ดินของคนอื่น ไม่ว่าท่านจะปลูกเก่งแค่ไหน ต้นกล้วยจะโตขึ้นและสวย สามารถออกดอกออกผลได้มากเท่าไหร่ สิ่งที่ท่านได้ก็เพียงผลกล้วย อีกจะหวีสองหวีกลับไปกินบ้างเล็กๆน้อยๆ จากการที่เจ้าของตัวจริงเขาแบ่งให้ท่าน เป็นค่าตอบแทนที่ท่านช่วยทำงานให้เขาสำเร็จ สุดท้ายต้นกล้วยต้นนั้น เราก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ วันที่เราไม่อยู่ด้วยสาเหตใดๆก็ตาม หรือถูกไล่ออกไม่ให้ดูแลต้นกล้วยต้นนั้น เจ้าของต้นกล้วยก็คงวุ่นวายกับการหาคนมาปลูกแทนเราเพียง 1-2 วันเท่านั้น แต่เป็นเราที่ลำบากต้องหาที่ทำงานใหม่ เพราะมนุษย์เงินเดือนที่มีชีวิตผูกไว้กับเงินเดือนเป็นรายได้ทางเดียวจะ สามารถล้มละลายและหมดตัวได้ง่ายๆถ้าไม่มีเงินเดือนมาหล่อเลี้ยงชีวิตภายใน 3 เดือน ไหนจะค่ากิน ค่าอยู่ ค่าผ่อนต่างๆที่เราสร้างหนี้สินไว้

เราทำงานประจำมานาน….ใครมั่นคงครับ ? เจ้าของบริษัทหรือเราที่มั่นคง ?

อนาคต นายจะเอายังไงผมถามเพื่อนสนิทผมที่เป็นมนุษย์เงินเดือน

ถ้าเราอยู่ที่นี่แล้วไม่ได้ up ตำแหน่งก็คงต้องย้ายบริษัท

แล้วตำแหน่งที่นายอยาก up ขึ้นไป เขารับกี่ตำแหน่ง” “น้อยว่ะ ระดับหัวหน้าก็อาจจะแค่ 8 คน

” 8 คนนี้ช้เวลานานแค่ไหนถึงเขาจะมายืนในตำแหน่งหัวหน้า ?”

เกิน 7 ปี บางคน10 ปีแล้วยังไม่ได้เป็นก็มี

หลายๆท่านมีความหวังจะได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น เงินเดือนที่มากขึ้น

ทุกคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ต่างก็หวังในสิ่งนี้เหมือนๆกัน ใครๆก็หวังที่จะมีเงินเดือนมากขึ้นจากการเพียรพยายามทำงานให้บริษัทของเขา

แต่ในความเป็นจริง ตำแหน่งที่สูงขึ้นไป นั้นมีจำกัด ต่อให้คุณสมับติเราพร้อมแต่ถ้า ณ เวลาดังกล่าวตำแหน่งนั้นไม่ว่างก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถไปแทรกกันได้ง่ายๆ

โครงสร้างขององค์กรต่างๆ จึงเป็นพีระมิด CEO มีคนเดียว หัวหน้าต่างๆก็มีจำนวนหลัก 10 หัวหน้าแผนกย่อมๆก็ 10-50 คน พนักงานกระจุ๊บกระจิบมีเป็น100-1000 คน

ผมชอบคำพูดประโยคหนึ่งมากๆ เขาว่า หมอดูที่ดีที่สุดคือรุ่นพี่เรา

ถ้าท่านอยากรู้ชีวิตของท่านในอนาคต จงดูที่รุ่นพี่ของท่าน

ถ้าท่านๆที่ทำงานประจำ อยากมองเห็นอนาคตอีก 5 ปีว่าชีวิตที่ทำงานท่านจะเป้นอย่างไรให้ท่านลองดูในอ๊อฟฟิต หรือที่ทำงานของท่าน แล้วมองไปดูที่คนที่ทำงานมาก่อนท่าน 5 ปี

ว่าเขายังเป็นพนักงานระดับล่าง หรือไปเป็นผู้บริหารแล้ว

ดูคนที่เขาทำงานมา 10 ปี ว่าเขามีรายได้และมีเวลาในชีวิตมากขึ้นหรือเปล่า

ดูคนที่เขาทำงานมา 20 ปี ว่าเป้นชีวิตที่เท่าอยากได้จริงๆหรือไม่

สิ่งเหล่านั้นกำลังจะเกิดขึ้นกับท่าน เฉกเช่นเดียวกันถ้าท่านเดินตามรอยในที่ทำงานแบบนั้น

ชีวิตของมนุษย์เงินเดือนจึงถูกลิขิตไว้กับงานที่เขาทำ เขาจะสามารถใช้จ่ายได้เพียงเท่ากับรายรับที่บริษัทแบ่งมา จะมีเวลาว่างตราบที่งานการยอมให้หยุดบ้างบางครั้ง ยอมให้เราได้เงินเดือนมากขึ้นและมีตำแหน่งที่มากขึ้น ถ้าเราทำงานได้คุ้มกับการทำให้บริษัทเขามั่นคงมากยิ่งขึ้น ความมั่นคงจริงๆ ขึ้นอยู่กับว่าเรามีแหล่งที่มาของรายได้ที่มั่นคงจริงๆหรือเปล่า ซึ่งในมุมมองของผมการมีเงินเดือนเป็นสิ่งที่ดีแต่ท่านต้องทนทำไปอีกนานแค่ ไหน ??

หลายๆท่านที่คิดได้ ผมสังเกตท่านเหล่านี้จะหาทางเลือกในชีวิตไว้เสมอๆ หลายๆท่านทำมาค้าขายควบคู่กับการทำงานประจำ เช่น ขายของในเน็ต บางท่านก็ฝึกฝนที่จะเริ่มเป็นนักลงทุน เล่นหุ้น เล่นทอง เล่นที่ บางท่านก็ลงทุนในธุรกิจเครือข่าย จนมีเงินค่าคอมมิชั่นมากกว่าเงินเดือนประจำก็มีให้เห็นเยอะ (ไม่ได้ตั้งใจจะโฆษณาให้ใครครับ เพียงแต่เอาข้อเท็จจริงมาเล่า) บางท่านก็พยายามฝึกเรียนวิชาชีพเฉพาะด้าน เพื่ออนาคตจะได้มีกิจการเป็นของตัวเอง เช่น ซ่อมคอมฯ ทำอาหาร สอนพิเศษ แต่หลายๆท่านที่ทำงานประจำไม่ได้คิดถึงส่วนนี้ เขาเอาเวลาไปดูซีรี่ย์ ไปเที่ยว เอาเวลาไปเผาทิ้งหรือ ฆ่าเวลาชีวิตเราไม่มีใครเหมือนกัน แต่เราสามารถเลือกได้ว่าอยากจะมีมั่นคงจริงๆหรือไม่ แต่การทำงานประจำกินเงินเดือนไปเรื่อยๆอย่างเดียว คงเป็นอะไรที่เสี่ยงมากที่สุดและหาความมั่นคงที่แท้จริงยาก….