หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

...ใครคือคนที่คุณรักมากที่สุด ?...


"ผมอ่านเจอเรื่องราวนี้จากฟอร์เวิร์ดเมล์ฉบับหนึ่งบนอิิินเทอร์เนท (หลายๆท่านอาจจะเคยอ่านผ่านตามาบ้างแล้ว) เป็นเรื่องราวของพี่สาวและน้องชายคู่หนึ่ง เมื่อก่อนเริ่มอ่านผู้เขียนบอกว่ากรุณาอ่านให้จบเรื่อง ทีแรกผมก็คิดในใจว่ามีอะไรน่าสนใจถึงต้องอ่านให้จบเรื่อง แต่เมื่ออ่านจบแล้วกลับทำให้ผมต้องอ่านซ้ำอีกหลายๆรอบ ด้วยความประทับใจและความรู้สึกดีๆกับเรื่องราวนั้นอย่างบอกไม่ถูก และด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจจึงขอนำเอามาแบ่งปันให้เพื่อนๆได้อ่านและรู้สึกดีๆเช่นเดียวกันบ้าง ลองอ่านเรื่องราวของพี่น้องสองคนนี้ดูนะครับ"

...ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน ในแต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคนอายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆของฉันมีกัน จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
"ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด
ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"
พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้….แล้วพูดว่า
"ผมขโมยเองครับ"
ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย พ่อนั่งลงบนเก้าอี้และด่าว่าน้องชายของฉัน
"ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"
คืนนั้นฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมดแต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดังและนานมาก น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้แล้วพูดว่า 
"พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"
ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ 
หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี… 
เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้นเขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลายว่าเขาสอบได้ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน 
คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า 
"ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ" 
แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อได้พูดว่า 
"แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน" 
ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า 
"ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว" 
พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่ 
"ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"
คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆทั่วทั้งหมู่บ้าน….เพื่อขอยืมเงิน 
ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆของน้องชายเบาๆ และคิดว่า 
"ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้" 
แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้ ใครจะรู้ได้ ……. วันต่อมาในตอนเช้ามืด น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉันขณะฉันกำลังหลับ 
"พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ….ผมจะไปหางานทำ…แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"
ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี ….. 
ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3 วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า 
"มีชาวบ้านมาหาเธอ…อยู่ข้างนอกแน่ะ"
ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ??? ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ฉันถามเขาว่า
"ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ" 
น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า 
"ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้…ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"
ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ 
"พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"
จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า 
"ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"
ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี 
วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่าหน้าต่างบ้านที่เคยแตกได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว และเมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า 
"แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจกเพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"
แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า 
"แม่ไม่ได้จ้างหรอก…น้องชายลูกต่างหาก วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"
ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด 
"เจ็บมากไหม" ฉันถาม 
"ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆมีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ  และ…"
น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง 
"เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี… 
หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป เขาบอกกับฉันว่า 
"พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"
สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า 
"ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้ ดูตัวเองซิ…เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"
คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา 
"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"
น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย …..ฉันบอกกับน้องว่า 
"แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่…"
"ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ 
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ  26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี…
เมื่อน้องชายของฉันอายุได้30 ปี เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน ในงานแต่งงานประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า 
"ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"
น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล  "พี่สาวของผมครับ" 
และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ 
"ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน…และเดินกลับบ้าน วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ……. นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเอง ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ"
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน 
คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก …….
"ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"
ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง… 
จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆวันในชีวิตของคุณและเขา คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง . ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม.....

จบบริบูรณ์….


ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัท"ฮุนได"และบริษัทในเครือกว่า 20 บริษัท น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า " ซัมซุง"
และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดยดาราเล็กๆ สองคนคือ ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุค

ขอบคุณภาพประกอบจากอิินเทอร์เนท
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก บู มิง ฮอง 

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ไม่รู้ไม่ชี้...คำนี้บอกอะไร?



ถ้าผมลองให้คุณจำแนก"คน"ออกเป็นประเภทต่างๆในนิยามตามใจตัวคุณเอง ผมเชื่อแน่ๆว่าผลลัพธ์ที่ออกมาต้องมีมากกว่าหนึ่งอย่างแน่นอน นั่นเป็นเพราะว่าทุกๆคนมีกระบวนการคิด การวิเคราะห์และตัดสินใจที่แตกต่างกัน ดังนั้นในการจำแนกแยกแยะให้ตัวบุคคลเหล่านั้นให้อยู่ในกลุ่มต่างๆตามความคิดของแต่ละคน จึงประกอบไปด้วยเหตุผลมากมายหลายอย่างที่แต่ละท่านยกมาอ้างอิง ตัวอย่างเช่น บ้างก็จำแนกตามลักษณะที่สายตามองเห็น เช่น สูง-ต่ำ-ดำ-ขาว-ยาว-สั้น  บ้างก็จำแนกตามแหล่งกำเนิดที่มา เช่นคนเหนือ คนอิสาน ฯล จำแนกตามสถานที่อยู่อาศัย เช่น คนบ้านนอก คนกรุงเทพ ฯล จำแนกตามหน้าที่การงานพื้นฐานอาชีพ เช่น ดารา นักร้อง ฯล จำแนกตามฐานะทางสังคม เช่น คนรวย คนจน คนร่อนเร่ ฯล จำแนกความแตกต่างทางด้านอายุ เช่น เด็ก คนหนุ่มสาว คนชรา ฯล จำแนกด้วยความรู้การศึกษา เช่น ปัญญาชน ชนชั้นกรรมกร ฯลฯ จะแบ่งด้วยจะด้วยเหตุผลอะไรต่ออะไรอีกเยอะแยะก็ว่ากันไปแล้วแต่ความคิดใครความคิดมันครับ

แต่สำหรับผมแล้ว วันนี้ผมจะขอจำแนกแยกแยะตัวบุคคลทั้งหมดบนโลกใบนี้ ด้วยคำพูดๆหนึ่งซึ่งพวกเราคงเคยได้ยินกันบ่อยๆคือ คำที่ว่านั้นคือ "ไม่รู้ไม่ชี้" ครับ ความหมายตามพจนานุกรมบอกไว้ว่า "ไม่รู้ไม่ชี้" เป็นคำวิเศษณ์ (คือคำที่ทำหน้าที่ประกอบคำนาม คำกริยา คำสรรพนามหรือคำวิเศษณ์ด้วยกันเอง เพื่อให้ได้ความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น) มีความหมายแปลตามตัวได้ความว่า "ไม่รับรู้ ไม่รับผิดชอบ" ด้วยการแบ่งแยกกลุ่มตามแบบที่ว่านี้ ทำให้ผมสามารถแบ่งกลุ่มบุคคลออกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆดังนี้ครับ

1.ไม่รู้ไม่ชี้ พบเห็นได้ทั่วไปครับสำหรับบุคคลกลุ่มนี้ ชื่อกลุ่มก็บอกอยู่แล้วตีความโดยรวมหมายถึง บุคคลผู้รู้ตัวเองดีว่าฉลาดน้อย ไม่มีความสามารถเพียงพอและคงไม่สามารถให้แนะนำใครอื่นได้  ประมาณว่าเจียมตัวเจียมใจนั่นแหละ แปลให้ตรงๆก็คือ บุคคลที่โง่แล้วรู้ตัวว่าโง่ นั่นเองท่านว่าบุคคลประเภทนี้ยังพอที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นคนฉลาดได้

2.ไม่รู้แต่ชอบชี้ บุคคลกลุ่มนี้มีเยอะครับในสังคมยุคปัจจุบัน แค่ฟังชื่อก็น่ากลัวแล้วใช่ไหมล่ะ บุคคลกลุ่มนี้หมายถึง บุคคลผู้โง่เขลาแต่กลับสำคัญตนผิดคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าใคร เท่านั้นยังไม่พอยังไปแนะนำให้คนอื่นทำแบบนั้นแบบนี้อีกต่างหาก แม้มีคนว่ากล่าวตักเตือนว่ามันไม่ถูกไม่ต้อง แต่เขาก็ยังทะนงตนว่า..นี่แหละรู้ดีที่สุดแล้วทำได้ถูกต้องที่สุดแล้ว ไม่ต้องมาสอนมาแนะนำ บุคคลประเภทนี้เปรียบเสมือนน้ำล้นแก้ว  คือไม่สามารถรับการสอนสั่งหรือคำแนะนำใดๆเพิ่มได้อีก ท่านกล่าวไว้ว่าบุคคลประเภทนี้ เป็นคนดื้อรั้นและจะไม่มีวันที่จะฉลาดได้อีกเลย

3.รู้แต่ก็ไม่ชี้ บุคคลกลุ่มนี้ก็หาได้ไม่ยากเช่นกันในสังคมบ้านเรา บุคคลกลุ่มที่ว่านี้หมายถึง บุคคลผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องใดๆเป็นอย่างดี แต่กลับไม่สามารถจะแนะนำหรือบอกสอนคนอื่นให้รู้ให้เข้าใจตามได้ ซึ่งเข้าทำนองสุภาษิตไทยว่า มีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอดอะไรประมาณนั้น เป็นคนชอบสันโดษประเภทข้ามาคนเดียวไม่ยุ่งเกี่ยวและไม่สนใจใคร เก่งจริงแต่เก่งอยู่คนเดียวแต่ทำงานกับร่วมคนอื่นไม่ได้  บุคคลประเภทนี้ท่านกล่างไว้ว่า แม้จะฉลาดก็จริงแต่ก็ไม่มีประโยชน์แก่ผู้อื่นเลย

4.รู้แล้วค่อยชี้ กลุ่มบุคคลประเภทท้ายสุดนี่แหละครับ ดูแล้วจะหาได้ยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกินในปัจจุบัน กลุ่มบุคคลนี้หมายถึงผู้ที่ประกอบไปด้วยความฉลาดและความสามารถในการแนะนำพร่ำสอนคนอื่นให้ผู้อื่นรู้ตามเห็นตามได้ และทำให้บุคคลเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นคนที่มีปัญญาฉลาดเฉลียวสามารถยังประโยชน์แก่ตนและคนอื่นๆได้  สำหรับบุคคลกลุ่มนี้ท่านกล่าวไว้ว่า คือคนที่รู้ดีรู้ชั่ว รู้บุญรู้บาป รู้ประโยชน์แห่งตนและประโยชน์แห่งส่วนรวม รู้ประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และประโยชน์สูงสุดอย่างยิ่ง

นี่แหละครับบุคคล 4 ประเภทของผม เป็นอย่างไรกันบ้าง?หลังจากอ่านมาตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว ทีนี้คุณสามารถบอกตัวเองได้หรือยังครับว่าคุณอยู่ในบุคคลกลุ่มไหน? หรือว่าถ้าคุณอยากจะเป็นบุคคลในกลุ่มไหน? คุณก็ควรจะต้องประพฤติตนให้ตนเองเปลี่ยนเป็นบุคคลในกลุ่มนั้น และเช่นกันถ้าคุณไม่อยากถูกจัดอยู่ในกลุ่มบุคคลที่คุณหรือคนทั่วไปไม่ค่อยชื่นชอบ ก็อย่าไปเลือกปฏิบัติตามบุคคลในกลุ่มนั้นก็แล้วกัน ขอให้ค้นพบตัวเองในเร็ววันนะครับ...  

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://pixabay.com

10 เหตุผลของคนชอบ Like


Facebook โซเชียลเน็ทเวิร์คยอดนิยมของคนทั่วโลกรวมทั้งคนไทยด้วย ในปัจจุบันถ้ามีใครสักคนบอกว่าไม่เคยใช้ไม่เคยได้ยินชื่อหรือไม่เคยมีไว้ในครอบครอง ต้องขอรับรองว่าได้คุณหลุดเทรนด์ไปแล้วอย่างแน่นอน เด็กเล็กเด็กน้อยยันผู้เฒ่าผู้แก่ไม่เว้นแม้กระทั่งพระเณรล้วนแล้วแต่รู้จัก Facebook เป็นอย่างดี บางคนถึงกับมีไว้หลาย Login อีกต่างหาก อันนึงไว้ปลูกผักเลี้ยงหมู อีกอันไว้แอบดูชาวบ้านชาวช่อง อีกอันไว้แชทอย่างเดียว ฯล จะเพื่ออะไรก็ว่ากันไปครับตามสไตล์ใครสไตล์มัน สำหรับตัวผมเองแล้วก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเหมือนกัน วันไหนถ้าไม่ได้เข้า Login เข้า Facebook มันรู้สึกเหมือนจะขาดอะไรไปบางอย่าง แต่สำหรับบางท่านก็เป็นเอามากขนาดที่เรียกว่าขาดไม่ได้เลยทีเดียว ไม่ได้ Post ไม่ได้ Ment ก็ไม่เป็นไรขอแค่แอบไปกด Like บ้างก็ยังดี


พูดถึงเรื่องการไลค์(Like)สาวก Facebook ทั้งหลายคงจะคุ้นตากับรูปมือขวาทำท่าชูนิ้วโป้งหรือคำภาษาอังกฤษที่เขียนว่า Like เป็นอย่างดีแปลให้ตรงตามตัวก็คือ"ชอบ"ใช้เป็นเครื่องหมายแสดงแทนความชอบ พอใจหรือถูกใจโพสท์คอมเม็นท์หรือรูปภาพต่างๆที่ถูกนำเสนอบน Facebook นั่นเองครับ ถ้าเราเลือกกดรูปมือก็แสดงว่าเราชอบพอใจหรือถูกใจ ไม่กดก็แสดงว่าไม่ชอบหรือเฉยๆ กดไปแล้วย้อนกลับไปกดออกก็คือการเลิกชอบ(ไม่รู้ว่าทำไมชอบอยู่ดีๆเกิดไม่ชอบขึ้นมาซะงั้น ผมว่ามันน่าจะมีตัวเลือกไม่ชอบไปซะเลยให้สิ้นเรื่อง) ถ้าเพื่อนๆลองสังเกตุดูก็จะพบว่าบางรูปบางโพสท์ก็มีคนไลค์มาก อาทิเช่นเรื่องราวของชาวบ้าน เรื่องของสาวๆสวยๆชอบโชว์ เรื่องราวของคนทำดีน่าสรรเสริญ ฯล บางรูปบางโพสท์ก็มีคนไลค์น้อย อาทิเช่น เรื่องราวสารพันปัญหาส่วนตัว เรื่องที่เกี่ยวการเมือง ศาสนา กีฬาและความเชื่อ ฯล หรือบางเรื่องราวก็ไม่มีสักไลค์เลยก็เป็นไปได้เหมือนกัน เพื่อนๆคิดว่าั่นั่นมีสาเหตุมาจากอะไรบ้างครับ? บางทีมันก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเขา Add เพื่อนไว้มากเขาก็ต้องได้ไลค์มากคนเพื่อนน้อยก็ได้ไลค์น้อย หรือไม่อย่างนั้นเรื่องราวของเขาน่าสนใจอยู่ในกระแส ฯลฯ สรุปแล้วมันก็คงมีมากมายหลายสาเหตุที่พอจะหยิบยกมาอ้างอิงว่าเป็นเหตุผลทำให้มีคนกดไลค์เรื่องราวเหล่านั้น แต่เท่านั้นยังไม่พอครับ เคยมีีใครบางคนที่พยายามสำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ใช้ Facebook ทั้งหลายเอาไว้ครับว่าพวกเขาเหล่านั้นมีเหตุจูงใจอะไรบ้างในการกดไลค์และรวบรวมเอาไว้ในหัวข้อ "10 เหตุผลของคนชอบ Like" ลองมาดูกันครับ

1.ก็เนื้อหาของโพสท์มันน่าสนใจ บังเอิญว่าต่อมซาบซึ้งมันตื้นไปนิดนึง เห็นอะไรอ่านอะไรมันก็โดนมันก็ใช่ไปซะหมด คนโพสท์ก็ช่างหาเรื่องราวอะไรมาโพสท์ก็ไม่รู้ แต่ดูเหมือนมันจะตรงกับชีวิตเราทุกทีสิน่า ชอบๆๆถูกใจๆๆ ยังงี้แล้วจะไม่ Like ก็จะดูโหดร้ายไปหน่อยมั้ง

2.ก็ไม่รู้จะเม็นท์อะไรกดไลค์มันง่ายดี ก็ประมาณนั้นแหละครับ คนเราบางวันสมองมันก็ตีบตันคิดอะไรไม่ออก ครั้นไม่ทำอะไรสักอย่างเดี๋ยวก็จะหาว่าไม่สนใจกัน ยิ่งเป็นโพสท์ของคนใกล้ชิดนี่ถ้าทำเฉยๆยิ่งแล้วใหญ่ เพื่อความปลอดภัยก็เลยต้องตัดสินใจกดไลค์ไปก่อนละกันครับ

3.ก็มันว่างไม่มีอะไรทำ เคยมั้ยล่ะเวลาว่างๆไม่รู้จะทำอะไรก็นั่งจุ้มปุ๊กแล้วก็เปิด Facebook ขึ้นมาดู รูดไปรูดมาฆ่าเวลาให้หมดไป พอเจออะไรน่าสนใจก็แอบส่องซะหน่อยนึง ไอ้ครั้นจะแอบส่องแอบดูเฉยๆก็เกรงใจ ก็เลยกดไลค์ให้มันหน่อยเป็นพิธี


4.แอบแชร์ก็เลยต้องไลค์ให้เค้าหน่อย มันเป็นความบังเอิญอย่างเหลือเกินที่ความคิดของเขาเหมือนกับเราได้งัยฟะ ข้อความสั้นๆง่ายแต่อ่านแล้วกินใจเป็นบ้าแต่ทว่าทำไมเราคิดไม่ออกหว่า อย่ากระนั้นเลยขอแชร์เลยละกัน ง่ายๆไม่ต้องคิดให้ปวดหัว แต่ในใจก็กลัวเค้าจะด่าเอาได้ ก็เลยกดไลค์แล้วค่อยบอกว่า"ขอแชร์ต่อนะครับ"

5.ไลค์ไปตามกระแส  เรื่องของกู้ภัยใจพระ ข่าวดาราเลิกกัน เหตุการณ์ ปตท.น้ำมันรั่ว ท่ามือกุมกุมหัวของน้อง..ฯลฯ บางเรื่องบางราวยังไม่ทันได้อ่านยังไม่ทันได้ดู แค่รู้มานิดๆหน่อยแต่ก็ต้องพลอยไลค์ตามเขาไปด้วย ขืนบอกว่าไม่รู้ไม่เคยไลค์ก็ตกเทรนด์สิครับคุณ 

6.ก็รูปที่โพสท์มันโดนใจ คนโพสท์ก็ช่างรู้ใจสรรหามาโพสท์ให้ชม รูปสาวสวยๆ...ใหญ่ๆใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น เด็กมัธยม อาชีวะ มหาลัย ฯล มีทุกไซส์ทุกขนาด ไอ้ครั้นจะดูอย่างเดียวเดี๋ยวก็จะหาว่าแล้งน้ำใจ ถ้าไม่กดไลค์ให้ก็จะกระไรอยู่

7.เผื่อเค้าจะไลค์กลับให้มั่ง เป็นธรรมดาครับท่านหว่านพืชก็ต้องหวังผลบ้าง ภาษาบ้านๆเค้าเรียกว่าเอาแรงกันไว้ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันดีกว่า คราวนี้เธอโพสท์เดี๋ยวชั้นช่วยไลค์คราวหน้าถ้าชั้นโพสท์อะไร เธอช่วยไลค์ให้ชั้นบ้างละกันนะ อย่าปล่อยให้โพสท์ตายมันจะอายเค้า

8.อยากให้รู้ว่า..ยังอยู่ไม่ได้ไปไหน ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้ถ้าไม่เป็นเพื่อนๆก็จะเป็นคนที่ใกล้ชิดสนิทกัน มากๆ ประเภทมองตาก็รู้ใจเห็นไลค์ก็รู้ว่าสบายดี ประมาณว่าเห็นโพสท์ไม่ต้องคิดอะไรไลค์ไปก่อนเลยครับพี่น้อง ไลค์ไปแล้วค่อยย้อนกลับมาอ่าน ห่านเอ๊ย!มันบอกว่าพ่อมันตาย (ทำไงตรูไลค์ไปแล้ว)

9.อยากคุยด้วยแต่ไม่กล้า เหตุผลหลักๆคืออยากให้รู้ว่ามีใครบางคนแอบเป็นกำลังใจให้คนโพสท์อยู่ตลอดเวลา แต่ว่าเค้าคนนั้นค่อนข้างขี้อาย อยากจะ Mentอะไรบ้างแต่ก็ไม่กล้า ด้วยกลัวว่าถ้อยคำที่เขียนลงไปจะทำให้เจ้าของโพสท์ขุ่นข้องหมองใจ ก็เลยเลือกกดไลค์แทนความในใจแล้วกัน 


10.ตกหลุมรักเจ้าของโพสท์ บุญนำพาวาสนาส่งให้มาเจอกันที่ Facebook เนื้อหาแค่ส่วนประกอบแต่ที่ชอบคือเจ้าของโพสท์ ทำยังไงได้ล่ะครับก็มันชอบเค้าแล้วนี่ ไม่ว่าจะกี่โพสท์ก็จะตามไปเม็นท์ตามไปไลค์อย่างไม่ย้อท้อ ขอเพียงเธออย่าเพิ่งลบฉันออกจากการเป็นเพื่อนก็พอ

ทั้งหมด10ข้อนั้นก็เป็นเหตุผลเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่อาจจะำให้หลายๆคนรู้สึกอยากอยากจะกดไลค์ให้กับโพสท์ใดโพสท์หนึ่ง แล้วคุณล่ะครับคิดว่าตัวเองกดไลค์ด้วยเหตุผลข้อใดกันบ้าง แต่จะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ส่วนตัวผมเองแล้วเห็นว่าเครื่องมือสำหรับกดไลค์ มันเป็นส่วนหนึ่งที่ดีมีประโยชน์อย่างหนึ่งของ Facebook เพราะการกดไลค์ก็เปรียบเสมือนกับการที่เราจะสามารถส่งความระลึกนึกถึง ความห่วงใยเอาใจใส่หรือใช้แสดงความเห็นด้วยลงไปในโพสท์นั้นๆ แม้ว่าเราจะไม่มี comment ใดๆเลยก็ตาม และในฐานะที่ผมเองก็เป็นคนที่โพสท์อยู่เป็นประจำ บอกได้เลยครับว่าการได้เห็นไลค์จำนวนมากเท่าไหร่ในโพสท์ของตัวเองนั้น มันเป็นสิ่งที่น่ายินดีไม่ใช่น้อย หรือคุณว่าไม่จริง... 

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://snappytux.com

ลูกน้อง...มองผ่านนาย


สวัสดีผู้อ่านทุกๆท่านครับ เมื่อครั้งก่อนผมได้เขียนเรื่องราวของหัวหน้างานประเภทต่างๆไปแล้วในหัวข้อ "หัวหน้า...ตำแหน่งนี้ท่านได้มาอย่างไร" สำหรับคนเป็นลูกน้องใช้มองเจ้านายหรือผู้บังคับบัญชาของท่าน แต่คราวนี้ผมจะมาเล่าต่อถึงประเภทต่างๆของลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา ในหัวข้อ "ลูกน้อง...มองผ่านนาย" เพื่อให้หัวหน้างานได้ใช้พิจารณาแยกประเภทลูกน้องของท่านดูบ้างครับ หลายๆท่านซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้างานก็ต้องเคยผ่านการเป็นลูกน้องมาบ้างไม่มากก็น้อย และอีกหลายๆท่านที่เริ่มงานด้วยการเป็นลูกน้อง จวบจนเวลาล่วงเลยผ่านจนถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นลูกน้องอยู่ดี (ด้วยอาจจะยังไม่มีโอกาสได้ขยับขยายหรือว่ายังไม่มีใครยอมโยกย้ายหรือล้มหายตายจากให้ตำแหน่งมันว่างลงก็ดี) แต่ในบทความที่จะนำเสนอ ณ ที่นี้ไม่ว่าคุณจะเป็นหัวหน้างานหรือลูกน้องก็ตามที เอาเป็นว่าผมอยากให้คุณๆลองอ่านบทความนี้ดูก่อน แล้วค่อยสรุปว่าตัวคุณเองเป็นลูกน้องหรือเคยเป็นลูกน้องในประเภทไหนกันบ้าง (ข้อมูลส่วนนี้ผมได้มาจากข้อเขียนของ DJ.Arsis Peter ซึ่งเขียนเอาไว้ได้เจ็บๆคันๆดีเหมือนกัน เห็นแล้วอดไม่ได้ต้องนำมาขยายความต่อ ขอขอบคุณข้อมูลดีๆไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับเอาล่ะ..เรามาว่ากันไปเป็นข้อๆเลยครับ

1.ลูกน้องแบบซื่อๆตรงไปตรงมา ใช้ให้ทำอะไรก็ทำ ไม่เคยมีคำถามไม่มีข้อสงสัย ใช้ก็ทำไม่ใช้กรูก็ไม่ทำ ตรงไปตรงมาจริงๆครับลูกน้องแบบนี้...เฮ้อ

2.ลูกน้องแบบทำงานเอาหน้า เวลานายไม่อยู่ไม่เคยสนใจงาน แต่ต่อหน้านายทำทุกอย่างและส่วนมากมักใช้ปากทำงานไปด้วย ประจบประแจงเลียแข้งเลียขาจนเจ้านาย(บางคนนะครับ)หลงคิดว่าทำงานดี แต่หารู้ไม่ นายไม่มา ขาไม่กระดิก มือเป็นง่อย คอยงานเบา พอนายมามือไม่ว่างจับงานตลอด ลูกน้องแบบนี้ต้องดูกล้องวงจรปิดแบบไม่ให้รู้ตัว ดูซิว่าตอนนายไม่อยู่มันทำอะไร..555

3.ลูกน้องแบบมีสมองรู้จักหน้าที่ เห็นงานตรงไหนที่มันเป็นหน้าที่ ถึงนายไม่ใช้กรูก็จะทำ เพราะสามารถคิดเองได้ว่าควรทำ หรือไม่ควรทำ สามารถคิดตัดสินใจเองได้ ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังเจ้านาย แต่ข้อเสียคือลูกน้องแบบนี้ เจ้านายมักไม่ค่อยเห็นว่าทำงาน เพราะโดนไอ้พวกลูกน้องในข้อก่อนหน้านี้แย่งงานไปทำต่อหน้านายจนหมด มักไม่ค่อยเสนอหน้าเอาความดี ลูกน้องพวกนี้ต้องคอยดูกล้องวงจรปิดเช่นกัน ท่านจึงจะเห็นว่าเค้าทำอะไรบ้าง...

4.ลูกน้องแบบสักแต่ว่าทำไม่สนใจว่างานจะเป็นอย่างไร ทำมันไปลวกๆ แค่ขอให้ได้ชื่อว่าทำแล้ว ลูกน้องแบบนี้ ต้องได้ใช้งานซ้ำสอง ซ้ำสาม กว่าจะได้ผลงานที่ดี ลูกน้องแบบนี่มีไว้เหนื่อยใจ แต่ก้อไม่ถึงกับเสียหายมากนัก ถ้าคุณยังพอมีแรงสั่งก็สั่งต่อไปเหอะ ยกเว้นมันไม่ไหวจริงๆ...

5.ลูกน้องแบบรู้ล่วงหน้ามีญาณทิพย์ ไม่ต้องสั่งก็เ_ือกทำ ทำจนเกินหน้าที่ เอาดีเข้าตัว หวังดีไปหมดคิดบริหารงานช่วย จนถึงขนาดไปสั่งคนอื่นแทนเจ้านาย ตั้งตนเป็นหัวหน้าซะเอง ตีสนิทเจ้าน้ายให้เพื่อนร่วมงานเห็นว่าตนกับเจ้านายมีความใกล้ชิดสนิทสนม จนกล้าสั่งเพื่อนร่วมงานโดยอ้างว่าเจ้านายสั่ง ยกหางชูคอ ตีตนเสมอท่าน หันดูข้างๆบ้างสิคุณมีลูกน้องแบบนี้อยู่หรือปล่าว?...

6.ลูกน้องแบบปัดความรับผิดชอบ สั่งงานแล้วไม่ทำอ้างเหตุผลร้อยแปด ขี้เกียจทำงาน หนักไม่เอา เบาไม่สู้ แต่เงินเดือนอยากได้ดีๆ เห็นงานเดินหนี บอกว่ามีงานต้องทำ แต่ปล่าวหรอกแค่ทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้ จะได้ไม่โดนใช้งาน ถ้ามีลูกน้องแบบนี้ทางที่ดีอย่าเลี้ยงไว้เปลืองเงินเดือนดีกว่า... 

เป็นอย่างไรบ้างครับท่านหัวหน้างานทั้งหลาย นั่นเป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนของบรรดาลูกน้องของท่านเท่านั้น หัวหน้างานบางท่านอาจจะพบเจอมามากกว่าผมก็ช่วยกรุณาช่วยเพิ่มเติมให้ด้วยครับ ดังนั้น ท่านหัวหน้างานทั้งหลายครับ ท่านควรจะต้องรับรู้ไว้ว่าลูกน้องของท่านจัดอยู่ในประเภทใดบ้าง อย่ามัวแต่หลับหูหลับตามองเพียงแค่สิ่งที่เห็นตรงหน้า หรือฟังแต่ข้อความบอกต่อกันมา ท่านต้องลงมาดู มารับรู้ความเป็นไป และการทำงานของลูกน้องของท่านด้วยตัวท่านเองบ้าง อย่างเปิดใจและเป็นกลาง ถ้าทำได้เช่นนั้นแล้วผมเชื่อได้เลยว่า กิจการงานของท่านจะต้องสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน ด้วยการเลือกคนทำงานให้ถูกอย่าง ถูกความสามารถ ถูกหน้าที่และถูกเวลา ขอให้หัวหน้างานทุกท่านโชคดีมีลูกน้องในประเภทที่ต้องการก็แล้วกันครับ.. 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก DJ.Arsis Peter
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.oknation.net

ใช้คนให้ถูกทาง...เลือกลูกจ้างตามราศี 1

ท่านนายจ้างและหัวหน้างานทั้งหลายครับ ตามที่เราเคยเรียนรู้ได้ยินได้ฟังและปลูกฝังกันมาตั้งแต่โบราณ สูตรลับความสำเร็จอย่างหนึ่งของกิจการงานใดๆทั้งปวง นั่นคือการเลือกใช้คนให้เหมาะกับงานหรือว่าการหางานที่เหมาะกับคนๆนั้นให้เขาทำ ซึ่งจะเกิดผลดีต่องานนั้นๆมากกว่าการที่จะพยายามให้เขาทำงานที่ไม่ถนัด ซึ่งนอกจากจะไม่เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายยังอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่คาดไม่ถึงอีกด้วย แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครคนใดมีความถนัดเรื่องใดๆเป็นพิเศษหรือไม่ควรจะมอบหมายงานอะไรให้เขาดูแล นอกจากวิธีการสังเกตุเป็นรายบุคคลและการมอบหมายงานบางอย่างเพื่อให้เขาเหล่านั้นได้ทำการทดลองทำ แล้วเราค่อยมาสรุปผลอีกทีว่าเขาทำได้หรือไม่ได้เหมาะหรือไม่เหมาะอย่างไร และแน่นอนว่าขั้นตอนเหล่านั้นต้องใช้ระยะเวลานานและต้นทุนในการทดลองเป็นอันมาก ถ้าไม่มีเวลาและต้นทุนมากพอผมขอแนะนำให้อ่านบทความด้านล่างนี้ครับ เป็นบทความทางโหราศาสตร์แบบโบราณด้วยการพิจารณาความถนัดส่วนบุคคลคนตามลัคนาราศีเกิด ซึ่งผมอ่านเจอบนอินเทอร์เนทและเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ซึ่งตัวผมเองก็ไม่มีความรู้ทางด้านนี้เหมือนกัน จึงขออนุญาติคัดลอกมาเผยแพร่เผื่อจะเป็นแนวทางเบื้องต้น ในการเลือกใช้คนให้เหมาะกับงานหรือวางงานให้เหมาะกับคนของท่านเจ้าของกิจการและหัวหน้างานทั้งหลายได้บ้างไม่มากก็น้อย  
ในภาคแรกนี่ก็จะขอกล่าวถึงลักษณะของลูกจ้างตามลัคนาราศีเกิดตั้งแต่ ราศีมังกร ราศีกุมภ์ ราศีมีน ราศีเมษ ราศีพฤษภและราศีมิถุน ก่อนครับว่าราศีใดมีอุปนิสัยอย่างไร มีความถนัดและไม่ถนัดเรื่องใดและงานใดๆที่เขาสามารถทำได้ดีหรือไม่ควรมอบหมายให้ทำ และนายจ้างหรือหัวหน้างานควรปฏิบัติอย่างไรต่อบุคคลเหล่านั้น แต่ในที่นี้ไม่ว่าท่านจะเป็นเจ้าของกิจการ หัวหน้างานหรือปัจจุบันเป็นลูกจ้างก็ดี อยากให้ลองอ่านบทความด้านล่างแล้วพิจารณาดูนะครับว่าการทำงานของท่านที่ผ่านมาขณะยังเป็นลูกจ้างนั้น มันเป็นจริงตรงตามที่ศาสตร์แห่งโหรเขาว่าไว้หรือไม่ ตรงไม่ตรงอย่างไร จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามแต่ใจ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรมาใช้อ้างอิง จริงมั้ยครับ?


ลูกจ้างราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

คำจำกัดความ "ไม่ว่าปีใดๆก็ตาม ขี้กังวล หวาดระแวง เก็บตัว กระเหม็ดกระแหม่ในการใช้เงิน อดทนและหาตัวจับยาก" 
งานใดๆก็ตามที่ต้องการความละเอียดถี่ถ้วนจริงๆแล้ว มอบให้ลูกจ้างชาวราศีมังกรรับทำแล้วจะหายห่วงไปได้ ถ้าเป็นนักแกะพระ เขาจะพิถีพิถันในลวดลายที่วางแบบไว้อย่างระมัดระวัง อาจจะละเอียดยิบไปกว่าแบบที่ให้ก็ได้ แต่มันอาจจะต้องเสียเวลา เพราะว่าเขาจะช้าจนเหมือนทองไม่รู้ร้อนไปก็ได้ งานใดๆที่ต้องการความรับผิดชอบ ชนิดไม่เลือกพระเลือกเณร ไม่เลือกว่าใครเป็นใครก็ควรจะมอบให้เขา เพราะเขาจะทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ยอมให้ใครแหลมเข้าไปได้อันขาด และถ้าเป็นงานที่ต้องการใช้กำลัง ควมอดทนและวิริยะอุตสาหะ ก็มอบให้เขาได้เช่นเดียวกัน เพราะเขาจะไม่บ่นต่องานที่รับทำ ในขณะที่คนอื่นอาจจะรับทำไปแล้วก็บ่นไป หรือทำให้มันผ่านไปอย่างขอไปที ลูกจ้างชาวราศีมังกรจะไม่ทำเช่นนั้น 
เขาไม่ได้ถือว่าเป็นลูกจ้างหรือเป็นทาสที่ต้องซื่อสัตย์ แต่เขาถือว่าเขาจะต้องรับผิดชอบหรือถือว่ามันเป็นหน้าที่ที่เขารับมาแล้วด้วยตัวเขาเอง และการยินยอมของตัวเขาเอง เขาก็จะต้องรับต้องทำไปจนกว่าจะหมดภาระหน้าที่ ไม่มีอะไรอื่น บางคนมักจะคิดว่าเขาโง่ เพราะเขาไม่ชอบพลิกแพลงซิกแซ็กเอาสะดวกสบายหรือเอาผลประโยชน์จากงานที่เขาทำ ทั้งๆที่เขาอาจจะทำได้ ลูกจ้างชาวราศีมังกรไม่เคยอู้ เพียงแต่ว่างานของเขาอาจจะช้า หรือไม่ทันใจเท่านั้น ผลประโยชน์หรือเงินเดือนรายได้ เขาจะไม่มีวันขอขึ้นหลังจากที่เขาได้ตกลงครั้งแรกแล้ว เขาจะทำงานไปเรื่อยๆ ทำไปจนกระทั่งเขาจะรู้สึกว่าเขาทนไม่ไหวแล้ว เขาก็จะสลัดเท้าออกจากงานนั้นทันที แทนที่เขาจะบอกว่าเขาจะต้องการเงินเดือนขึ้นหรือขอค่าแรงเพิ่มขึ้นด้วยตัวของเขาเอง เขาถือว่ามันเป็นหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องเข้าใจ และตอบแทนการกระทำของเขาตามที่เห็นว่าเหมาะสม 
เขาไม่พูดในทุกเรื่องทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ว่าจะตำหนิวิจารณ์นายจ้างหรือคนอื่น ไม่ว่าในวงงานของเขาจะเลอะเทอะหยำเปเพียงไรก็ตาม หรือมีคนหลายพวกหลายประเภทเพียงไรก็ตาม เขาทำอยู่ด้วยได้และร่วมงานกับทุกคนได้เป็นอย่างดี เพราะว่าเขาจะไม่พูด เขาจะไม่แส่หาเรื่องหรือไม่ยอมเอาเปรียบใคร ตรงกันข้ามเขาจะกลายเป็นผู้นำ หรือเป็นผู้เสียสละในการทำงานให้คนอื่นเห็น จนกระทั่งคนอื่นๆต้องเกรงใจเขาไปเอง   เขาเกลียดต่อการเอารัดเอาเปรียบและการกดขี่ข่มเหงคนอื่นด้วยความไม่ยุติธรรม เพราะฉะนั้น นายจ้างจะต้องระมัดระวังให้มากในการปฏิบัติต่อเขาในเรื่องความยุติธรรมหรือการเอารัดเอาเปรียบ 
ลูกจ้างบางคนบางราย อาจจะแสวงหาความดีความชอบจากเจ้านายด้วยการเข้าใกล้หรือคอยรับใช้ เพื่อความเมตตาเอ็นดู แต่ลูกจ้างชาวราศีมังกรจะไม่ทำเช่นนั้น ตรงข้ามจะถอยห่างและพยายามอยู่ห่างให้มากที่สุด เขาจะพิสูจน์ทุกสิ่งด้วยการทำงานของเขา หรือโดยหน้าที่ของเขา ถ้าหากว่านายหรือผู้บังคับบัญชามองไม่เห็น เขาจะถือว่านายจ้างรายนั้นเป็นคนไม่มีราคาน่าคบอะไรสำหรับเขา แต่เขาก็ทำต่อไปทั้งๆที่เขาอาจจะไม่มีวันได้ดิบได้ดีอะไรเลย เขาจะทำต่อไปจนกระทั่งเขาหมดความอดทน หรือรู้แน่ว่าขืนทำต่อไปก็ตาย ตอนนั้นแหละเขาก็จะเซย์กู๊ดบายทันที ไม่มีการต่อรอง ไม่มีการขอร้องอ้อนวอนใดๆทั้งสิ้น แต่ถ้าหากเขาพบว่า นายจ้างคนใดมีบุญคุณกับเขา เจ็บไข้ได้ยาก ได้ให้ความช่วยเหลือเขาในยามทุกข์แม้แต่เพียงแสดงน้ำใจให้เขาเห็นเท่านั้นเอง เขาจะถือว่าเป็นบุญคุณอย่างใหญ่หลวง และถือว่าเป็นนายจ้างที่ใจถึงพอที่เขาจะคบได้ เขาจะไม่มีวันจากและไม่มีวันถอย ต่อให้นายจ้างเขาหมดตัว หรือต้องทำงานฟรีเป็นแรมเดือน เขาจะอดด้วยกันกินด้วยกันและตายด้วยกันได้ และพร้อมที่จะแบกทุกข์ของนายจ้างเท่าๆกับทุกข์ของตัวเอง 
ยกเว้นไว้เสียแต่ว่า เขาจะเป็นลูกจ้างชาวราศีมังกรในด้านลบ ซึ่งเขาจะไม่เคยรู้จักบุญคุณใคร และไม่เคยซื่อกับใคร นอกจากหลอกลวงและทำลายเท่านั้น และก็แน่นอน ถ้าหากใครได้ลูกจ้างชาวราศีมังกรในด้านลบ ก็เห็นจะเป็นกรรมเท่านั้น แต่มันก็แก้ได้ กรรมชนิดนั้นคือไม่ต้องจ้างกันให้เสียเวลาเท่านั้นก็พอ! 


ลูกจ้างราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

คำจำกัดความ "เชื่องช้าแต่รอบคอบ ชอบการเปลี่ยนแปลง คนราศีนี้อ่านใจคนเก่ง พอๆกันกับที่ปรับตัวเก่งและมีมนุษยธรรมสูง"
เขามีความเป็นกันเองและเปิดเผยในหมู่เพื่อนร่วมงาน เพราะฉะนั้นในสถานที่ที่เขาเข้าไปทำงาน จึงจะไม่มีบรรยากาศที่เคร่งเครียดยุ่งยากอะไร เขามักจะมีเรื่องที่จะพูดจะคุยให้สนุกสนานอยู่เสมอ และงานที่เขาได้รับมอบหมาย ถ้าหากมันต้องกับนิสัยเขาแล้ว เขาจะไม่เอาเปรียบนายจ้างเพราะเขาถือว่าเขาทำเพราะความชอบพอในงานนั้นไม่สำคัญว่ามันจะเป็นงานของใคร ส่วนงานประจำ ถ้าจะมอบให้เขาต้องมอบให้เป็นชิ้นๆ ให้เขาทำเสร็จไปชิ้นหนึ่งๆที่เขาได้รับมอบหมาย เขาจะทำได้อย่างดี ลูกจ้างชาวราศีกุมภ์ไม่เหมาะสำหรับงานที่ไม่ใช้หัวคิดและสติปัญญา งานอะไรก็ตามที่เขามีโอกาสได้ใช้ความคิดหาวิถีทางหรือใช้สติปัญญาบ้างแล้ว จะเป็นงานที่เขาทำได้ดีมากกว่า อีกอย่างงานนั้นจะต้องไม่ซากซ้ำจำเจอยู่วันแล้ววันเล่า ถ้าให้เขาเปลี่ยนบ่อยๆ หรือให้เขาได้เปลี่ยนสถานที่ไปบ้าง ไม่ให้เบื่อแล้ว งานของเขาจะไปได้ดีที่สุด 
เขาจะไม่งอแงมากนักกับนายจ้าง ถ้าหากนายจ้างจะไม่แสดงความเอารัดเอาเปรียบกับเขามากจนเกินไป เขาจะทนไม่ได้กับการเอารัดเอาเปรียบหรือปฏิบัติต่อเขาอย่างไม่ใช่คน หรือด้วยความไม่เสมอภาค เขาจะดูถูกและรังเกียจเจ้านายที่เห็นแก่ตัวอย่างเข้ากระดูกดำ ทั้งๆที่เขาเองไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าข้อตกลงก็ตาม แต่เขาก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ชอบการกระทำของนายจ้างในทางที่ไม่ทำกันอย่างมนุษย์ที่มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน เขาจะไม่ถือว่าใครเป็นลูกจ้างหรือใครเป็นนายจ้าง แต่จะถือว่าคนเราจะต้องพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้าง มันจะต้องพึ่งกัน เพราะฉะนั้นเงินหรือการออกแรงทั้งของนายจ้างและลูกจ้างไม่ใช่เรื่องสำคัญที่จะเอามาตัดสินในการทำงาน แต่เอาหลักการช่วยเหลือกันมาเป็นเครื่องมือสำหรับตัดสิน 
และอย่าไปคิดว่าเขาจะง้องาน หรือหงอกับนายจ้าง ถึงแม้ว่าเขาจะหัวเราะร่วนหรือเป็นกันเองกับทุกคนก็ตาม ถ้าหากว่าเขาเกิดความรู้สึกไม่ต้องใจต้องตาขึ้นมาแล้ว เขาจะระเบิดออกมาทันที ดีไม่ดีเขาจะรวมหัวกับพรรคพวกสไตรค์เอาง่ายๆเสียด้วยซ้ำ และเขาจะยอมอะไรไม่ได้ง่ายๆ แม้ว่าเขาอาจจะชนะ แต่นายจ้างประเภทนั้นเขาก็จะเหยียบแผ่นดินร่วมกันต่อไปไม่ได้ เขาจะหนีทันที และแม้แต่เขาจะอดตายหรือไม่มีจะกินเขาก็จะไปเผชิญกับโชคเคราะห์เอาข้างหน้า 
ชีวิตของลูกจ้างชาวราศีกุมภ์จึงเป็นชีวิตที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวเลว ชะตาชีวิตของเขาจะหกๆคว่ำๆและไม่แน่นอนอยู่เสมอ เนื่องจากความไม่พอใจต่อสิ่งแวดล้อมหรือการกระทำของนายจ้างแต่ละคนที่เขาเข้าไปทำงานอยู่ด้วย เขาจะเลิกเขาจะเริ่มและแสวงหาแนวทางเรื่อยไปจนกว่าเขาจะพอใจและจนกว่าเขาจะเป็นตัวของเขาเองขึ้นมาได้ มีน้อยคนนักสำหรับลูกจ้างชาวราศีกุมภ์ที่จะทำงานเป็นลูกจ้างคนอื่นได้ตลอดไป เพราะธรรมชาติที่แท้จริงของเขานั้นก็คือการเป็นตัวของตัวเอง ต้องการอิสระและไม่ยอมขึ้นกับใคร เพราะฉะนั้นระหว่างรายได้กับอิสรภาพแล้ว เขาจะเลือกอิสรภาพและไม่ยอมเป็นลูกน้องใครดีกว่า แม้ว่าเขาจะไม่มีกินหรือไม่พอกินเลยก็ตาม แต่เขาก็มีทางที่จะเลือก มีอาชีพที่จะทำ สมองของเขาเต็มไปด้วยปัญญาและความคิด เขาอาจจะหัวเราะเยาะใส่หน้านายจ้างเก่าของเขาได้ในวันหนึ่งข้างหน้าแน่นอน!!!!!


ลูกจ้างราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

คำจำกัดความ "ใฝ่รู้ ช่างคิดฝัน เต็มไปด้วยจินตนาการ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และมีความซื่อสัตย์สุจริต อย่างหาตัวจับได้ยาก"
ตามปกติคนราศีมีนนั้นไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเป็นลูกจ้างใครได้นานนัก เขาจะแสวงหาทางของเขาเองหรือพยายามหาที่ยืนของเขาเองในชีวิต ด้วยการเรียนรู้และด้วยการแสวงหาประสบการณ์จากที่โน่นที่นี่ครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อเขาพบแล้วเขาก็จะไปหาของเขาเอง หรือไปทำกินของเขาเองโดยไม่ยอมเป็นลูกจ้างใครได้ ถ้าเขาต้องมาเป็นลูกจ้าง เขาจะทำงานไปเรื่อยๆ ในสิ่งที่เขาคิดว่าเขาจะได้เรียนรู้ หรือที่มันจะเป็นประโยชน์แก่การทำมาหากินของเขาในอนาคต เขาจะเปลี่ยนงานทันทีถ้าเขาเกิดความไม่พอใจขึ้นมาหรือมองเห็นไปว่านายจ้างของเขาไม่ใช่ผู้ใช่คน กักขฬะหยาบช้า หรือไม่มีน้ำใจจนเกินไป เขาจะทนไม่ได้กับนายจ้างประเภทบ้าๆเหล่านั้น หรือนายจ้างที่ใช้เงินเป็นพระเจ้า เห็นคนไม่เป็นคน เพราะเขาถือว่าเขาไม่ใช่คนที่จะเกิดมาเพื่อเป็นทาสของใคร เขาต้องการพูดต้องการแสดงออกอย่างที่คนต่อคนจะพูดหรือจะแสดงออกต่อกัน และเขาจะไม่ยอมทน ถ้าหากว่างานนั้นไม่ได้ช่วยให้เขาเกิดความเฉลียวฉลาดขึ้นหรือได้ความรู้อะไรเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา 
จึงไม่แปลกเลยที่ลูกจ้างชาวราศีมีนอาจจะเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย เขาจะต้องเรียนรู้ทุกอย่างให้เท่าเทียมคนอื่น แม้ว่าจะไม่สามารถเรียนได้อย่างมีหลักเกณฑ์ เขาก็จะเรียนมันด้วยตนเอง เขาเป็นลูกจ้างที่ไม่เหมาะสำหรับการซื้อขายหรือเป็นเซลส์แมน เพราะเขาไม่สามารถจะโกหกใครหรือคิดว่าแสวงหาประโยชน์ต่อใครได้ ไม่สามารถจะเอาเปรียบใครได้ หรือรู้สึกไปว่าตนพยายามขูดรีดหากำไรจากคนอื่นอย่างผิดศีลผิดธรรม เพราะฉะนั้นเขาจึงเหมาะสำหรับงานในห้องแล็บหรืองานรับผิดชอบทางด้านดูแลรักษาหรือวิเคราะห์วิจัย เขาไม่สามารถที่จะเป็นนักขายประกัน แต่เขาจะมีความชำนาญอย่างยิ่งในการสอนวิชาขายประกันให้แก่คนอื่น
ในการโต้แย้งกับนายจ้างหรือมีข้อพิพาทกับนายจ้าง เขาจะไม่ยอมเข้าไปโต้เถียงแต่เขาจะวางแผนหรือหาวิธีการทุกอย่างให้พรรคพวกของเขาออกหน้าทำแทนเขาทุกอย่าง เขาจะปกปิดการกระทำทุกอย่างของเขาไว้เป็นความลับและจะไม่ยอมโอ้อวดเป็นอันขาดว่าความสำเร็จ บางอย่างเป็นงานที่ทำมาจากความคิดและสมองของเขา ตรงข้ามเขาจะภูมิใจอยู่เงียบๆ คนที่เขาให้การสนับสนุนและช่วยเหลือนั้นสามารถทำงานแทนเขาได้หรือทำได้อย่างดีในแผนที่เขาวางไว้ น้อยคนนักที่จะตามทันเขาในเรื่องความคิดความอ่านและในการวางแผน แม้แต่ขณะที่นายจ้างกำลังเจรจากับคนงานแทบหาทางออกไม่ได้อยู่นั่นเอง แต่ถ้านายจ้างมาถามว่าจะแก้ปัญหาสถานใดก็ตาม เขาจะตอบได้และให้คำแนะนำได้ทันที เขาจะต้องให้ปัญหามันจบลงอย่างไม่มีความรุนแรง เพราะเขาไม่ชอบความรุนแรง แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยต่อการเอารัดเอาเปรียบของนายจ้าง 
เพราะฉะนั้นชีวิตของลูกจ้างชาวราศีมีน ไม่น้อยครั้งเขาจะให้บทเรียนอย่างที่เขาจะต้องจดจำไปนานเสมอแก่นายจ้างด้วยวิธีการอันเงียบงำเหมือนน้ำนิ่งไหลลึกของเขา และเมื่อถึงวันหนึ่งเขาก็จะลาจากไป เขาจะไปหาอาชีพของเขาเองไปทำมาหากินของเขาเอง เขาอาจจะไปนั่งเป็นหมอดูอยู่สนามหลวงคุยกับชาวบ้านเพลินๆไปวันๆ ได้บ้างไม่ได้บ้าง ดีกว่าที่จะมาเป็นลูกจ้างเพื่อให้เกิดความรำคาญตารำคาญใจ แม้ว่าเขาจะมีรายได้น้อยกว่า นี่แหละเขาละ ลูกจ้างชาวราศีมีน!!! 
           


ลูกจ้างราศีเมษ (13 เมษายน-14 พฤษภาคม)

คำจำกัดความ "ชาวเมษชอบเป็นผู้นำ เชื่อมั่นในตัวเองสูง ตัดสินใจแม่นยำและรวดเร็ว ดิ้นรนและแสวงหาอย่างไม่เคยหยุด"
ไม่ว่าเขาจะเริ่มอาชีพลูกจ้างในฐานะใดก็ตาม เขาก็จะเริ่มด้วยความเชื่อตัวเองว่าเขาสามารถจะรับผิดชอบในงานที่เขาได้รับมอบหมาย ตลอดเวลาเขาจะพยายามเรียนรู้ และศึกษาหาความชำนาญในงานจนได้ เขามักจะไม่ชอบพึ่งพาอาศัยคนอื่น แต่เขาจะทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเองและแก้ไขปัญหาต่างๆด้วยตัวเอง อย่าไปจ้ำจี้จ้ำไชหรือบ่นตะบอยอะไรกับเขามาก เพราะเขาจะทนฟังไม่ค่อยได้ ถ้าเขาไม่ทิ้งงานผลุนผลันเพราะความโมโห เขาก็อาจจะเกงานหรือทำอะไรที่มันขัดกับคำสั่งทันที เขาไม่ชอบการใช้แรงงานแบบโคนันทวิศาลในนิทานอีสป คือชอบการยอ เขาไม่ชอบการยอ หรือคำพูดที่เพราะหูนัก แต่ชอบคำพูดที่ตรงไปตรงมาและเป็นกันเองสักนิดหน่อย เขาไม่ชอบการข่มขู่ หรือสับโขก เพราะนั่นมันอาจจะทำให้เขาเก็บอารมณ์ไม่อยู่ เจ้านายบางคนอาจจะถูกเขาเตะปากเอาง่ายๆ แล้วเขาก็ไปมอบตัวกับตำรวจได้ไม่ยากนักอีกเหมือนกัน 
งานที่ใช้ลูกจ้างชาวราศีเมษ ควรเป็นงานประเภทที่ต้องการบุกเบิก มีปัญหาหรือต้องการคนรับผิดชอบ ให้เขาใช้สติปัญญา ใช้การตัดสินใจของเขาเองแก้ปัญหาจะได้ผลดีที่สุด ในเรื่องการควบคุมคน อย่าได้ห่วง เพราะคนราศีเมษ ไม่ว่าเขาจะอยู่กับโจรเขาก็สามารถจะเอาชนะใจหรือคุมไว้ได้โดยไม่ต้องยุ่งยากถึงนายจ้าง อย่าไปแบ่งแยกให้อยู่ใต้เจ้านายหลายคน หรือมีคนใช้งานเขาหลายคน และอย่าใช้เขาจู้จี้จุกจิก งานในลักษณะนั้นคนราศีเมษจะทำไม่ได้ แต่จะทำได้ดีถ้ามีงานที่สั่งโดยคนคนเดียว มีนายคนเดียวมอบ แล้วก็มอบเป็นเรื่องๆไปเลย และถ้าจะมอบคนช่วยเหลือให้เขาก็ให้เขาไปหาเอาเอง หรือให้เขาทำหน้าที่เลือกและควบคุมกันเอง เขาจะทำได้อย่างดี
คนราศีเมษ อย่าคิดว่าเขาจะทำงานเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปมื้อๆหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าท่านจะมองเขาอย่างไรก็ตาม สนับสนุนหรือไม่สนับสนุนเขาก็ตาม เขาไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น เพราะงานที่เขาทำคือประสบการณ์หนึ่งของเขา เขาจะเรียนรู้และเขาจะทำงานนั้นตราบเท่าที่เขาพอใจ เมื่อเขาไม่พอใจเขาก็จะออกทันที เขาจะบอกว่าเขาหยิ่งในตัวเองและเขาก็ทนไม่ได้อีกเหมือนกัน ที่เป็นเช่นนั้นไม่ใช่อะไรอื่น ลูกจ้างชาวราศีเมษ เป็นลูกจ้างที่เข้าทำงานเพื่อฝึกจะเป็นนายคน และเป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นสูงต่อไปในงานนั้นๆ อย่าไปคิดว่าเขาจะเป็นลูกจ้าง เพื่อจะมาก้มหน้าก้มตาเป็นลูกจ้างอยู่ต่อไป หามิได้ ไม่แน่นัก วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อหลายปีผ่านไปนายจ้างที่ว่าเยี่ยมๆนั้น อาจจะต้องหันหน้าไปพึ่งเขาสักครั้งหนึ่งก็ได้ 
เพราะลูกจ้างชาวราศีเมษนั้นมีอนาคตเสมอ ยกเว้นแต่ชาวราศีเมษประเภทลบ ซึ่งในอนาคตนั้นถ้าหากเขาไม่เกิดอุบัติเหตุเพราะความประมาทเผอเรอ เขาก็อาจจะบันดาลโทสะไปตีรันฟันแทงกับใครเข้าคุกเข้าตะรางไปหรือไม่ก็เมาเช้าเมาเย็น ชีวิตล้มลุกคลุกคลานไปตามเพลงเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ดูกันไม่ยาก ตั้งแต่วันแรกที่เขาก้าวเข้าในสำนักงานแล้ว เพราะคุณสมบัติในด้านบวกหรือลบมันจะดูกันไม่ยาก มีลูกจ้างชาวราศีเมษไว้ใช้ วันหนึ่งท่านอาจจะมีนายจ้างที่ดีที่สุดและเป็นที่พึ่งได้สักคนก็ได้ ถ้าท่านเป็นนายจ้างที่ดีสำหรับเขาตั้งแต่วันนี้ แต่นั่นแหละ ลูกจ้างชาวราศีเมษ อาจจะหาไม่ได้ง่ายๆนัก เพราะโดยมากชาวราศีเมษมักจะพยายามเป็นนายเสียหมด หรือไม่ก็มักจะพึ่งตัวเองมากกว่าที่จะยอมเป็นลูกน้องใครง่ายๆ หรือถ้าจะยอมเป็นก็เพื่อเป็นนายจ้างเสียเองในวันข้างหน้า!


ลูกจ้างราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

คำจำกัดความ "ไม่ว่าเกิดปีใดๆ รอบคอบ ระมัดระวัง ทั้งในการดำเนินชีวิตและการใช้เงิน หนักแน่น อดทน หัวเก่า ไม่ชอบการเสี่ยง ไม่ชอบเป็นผู้นำ นี่คือชาวราศีพฤษภ"
อย่าใช้ให้เขาทำงานที่มีการเสี่ยงหรือมีลักษณะโลดโผนโจนทะยาน เขาจะทำไม่ได้ดีเท่าที่ควร หรือจะทำได้อย่างฝืนๆเท่านั้น เพราะลูกจ้างราศีพฤษภไม่ต้องการเสี่ยง ไม่ต้องการเอาดีเอาเด่นด้วยการเสี่ยง และไม่ต้องการให้ใครรู้จักเขาหรือเข้าใจเขาในลักษณะเช่นนั้น แต่งานใดที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบ เช่น งานด้านการดูแลรักษา แสวงหาความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำเป็นจังหวะขั้นตอนแล้ว งานประเภทนั้นชาวราศีพฤษภทำได้ดีที่สุด บอกเขาให้ทราบจุดประสงค์และรายละเอียดของงาน ขอบเขตความรับผิดชอบของงานเมื่อเขาเข้าใจดีพอแล้ว ก็มอบให้เป็นภาระหน้าที่ของเขารับผิดชอบ เขาจะทำได้เรียบร้อยโดยไม่สร้างปัญหาหรือความกังวลใดๆให้แก่นายจ้างอีก การใช้ท่าทีต่อลูกจ้างชาวราศีพฤษภนั้นเขาจะหัวเราะเยาะเอาง่ายๆ ถ้าใช้อารมณ์หรือการเอะอะโผงผางหรือทำท่าข่มขู่คุกคาม เขาจะมองเห็นว่านายจ้างของเขาบ้าทันที 
ในงานที่เขาสนใจหรืองานที่เขามองหาประโยชน์ที่จะได้รับความรู้ความชำนาญ ถ้าหากเขาถูกใช้ให้ทำ ดูเหมือนว่าเขาจะทำได้ดีกว่าความต้องการของนายจ้างเสียด้วยซ้ำไป เพราะเขาคิดเสมอว่านั่นเขามิได้ทำในฐานะลูกจ้างหรือทำเพื่อนายจ้าง แต่ทำเพื่อตัวเขาเอง อย่างน้อยที่สุด ก็เพื่อประสบการณ์ของเขา หรือเพื่อที่จะพิสูจน์ว่าเขาสามารถทำได้ และวันหนึ่งความรู้ความชำนาญที่เขาได้รับจากงานนั่นเอง ก็จะช่วยให้เขานำไปประกอบอาชีพ หรือเป็นแนวทางสำหรับทำมาหากินได้ในวันหนึ่งข้างหน้า ลูกจ้างชาวราศีพฤษภจะไม่ยอมทิ้งความรู้ความชำนาญหรือประสบการณ์ที่เขาได้รับจากนายจ้าง ทุกอย่างที่เขาได้เรียนรู้ได้สัมผัส เขาจะพยายามจดจำและทำมันให้สำเร็จ ซึ่งด้วยนิสัยใจคออันนี้เอง ที่จะช่วยทำให้เขางัดขึ้นมาช่วยตัวเองในยามคับขันหรือในยามจำเป็น 
การทำงานของเขาค่อนข้างจะเนิบนาบและช้า หรืออย่างน้อยที่สุด เมื่อเขาได้รับมอบหมายเขาอาจจะไม่ลงมือทันทีทันใด เขาอาจจะเอางานนั้นมาวางตรงหน้า หรือเอาแผนงานทั้งหมดที่ได้มานั้นมาเก็บไว้สักระยะหนึ่งก่อน เขาก็จะนั่งคิดและลงมือถามตัวเองว่าเขาควรจะเริ่มต้นที่ไหนก่อน และเริ่มต้นอย่างไรเพื่อให้ดีที่สุดหรือให้สำเร็จได้ดีที่สุด วิธีการของเขา ถ้าหากไม่มีใครเข้าใจก็จะคิดว่านั่นคือวิธีการของคนที่ไม่รับผิดชอบ หรือขี้เกียจจะเป็นบ้าไปทีเดียว ความจริงมันตรงกันข้าม เขาต้องการทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเขาต้องการเรียนรู้ต้องการศึกษามันเพื่อตัวของเขาเองด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าจะใช้งานลูกจ้างชาวราศีพฤษภแล้ว เลือกงานให้เหมาะสมกับนิสัยของเขาและให้เขารับผิดชอบ ทุกอย่างจะเรียบร้อยและวางใจได้ 
ในด้านความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ลูกจ้างชาวราศีพฤษภจะมีอยู่มากพอ เพราะเขาเป็นคนที่อยู่ด้วยความรักและไมตรีจิตมิตรภาพ อันเป็นธาตุแท้ของเขา ชีวิตของเขาต้องการแต่มิตร นั่นหมายถึงว่าเขามีแต่ความเห็นอกเห็นใจต่อคนอื่น สภาพจิตใจและคุณธรรมอันมีอยู่ดังนี้ หน้าที่และภาระของลูกจ้างชาวราศีพฤษภจึงเป็นผู้ทำหน้าที่ระวังระไวพิทักษ์รักษาและป้องกันมากกว่า เพราะฉะนั้นความซื่อสัตย์สุจริตของลูกจ้างชาวราศีพฤษภจึงมักจะมองเห็นง่ายและเข้าใจง่าย ในขณะที่ลูกจ้างชาวราศีอื่นจะวุ่นวาย กู้หนี้ยืมสิน ผิดพลาดและบกพร่องทั้งทางการกระทำและความรู้สึกนึกคิด ลูกจ้างชาวราศีพฤษภจะตรงข้าม เขาจะอยู่ด้วยความอดทน เงียบสงบและคิดเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่ใช่เขาไม่ร้อนไม่หนาว เป็นแต่เพียงว่าเขาระมัดระวัง หนักแน่น ยอมทนและทนได้ เมื่อเขาแสดงออกมาเมื่อไร หรือเขาบอกว่าไม่ไหวเมื่อไร นั่นหมายถึงว่าเป็นภาวะที่เขาไม่สามารถจะทนได้จริงๆ และเมื่อลูกจ้างชาวราศีพฤษภทนไม่ได้ ลูกจ้างชาวราศีอื่นก็หมดความอดทนและรู้สึกไม่ไหวไปนานแล้วด้วย 
การคบกับลูกจ้างชาวราศีพฤษภ ถ้าจะให้ดีที่สุดก็คือการสนับสนุนเขา ช่วยเหลือเขา ชี้ช่องทางและฝึกฝนอบรมเขา วันหนึ่งเขาจะสำนึกในบุญคุณและความดีงามต่างๆที่เขาได้รับอย่างไม่มีวันลืม และวันหนึ่งข้างหน้าลูกจ้างชาวราศีพฤษภจะมีทางไปเป็นนายจ้าง หรือนายจ้างในปัจจุบันอาจจะต้องไปพึ่งพาอาศัยเขาในวันข้างหน้าได้ เพราะลูกจ้างชาวราศีพฤษภจะไม่ยอมมีชีวิตอยู่เป็นลูกจ้างตลอดไป วันหนึ่งถ้าเขาไม่ไปเป็นนายจ้างใคร เขาก็จะเป็นตัวของเขาเอง มีฐานะที่มั่นคงและมีความเป็นอยู่อย่างไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใคร แต่จะมีคนอื่นคอยพึ่งเขา 
เพราะฉะนั้นอย่าได้ประมาทหรือมองลูกจ้างชาวราศีพฤษภอย่างหมิ่นเหม่เป็นอันขาด และควรจะทราบด้วยว่าในบรรดาลูกจ้างที่ไม่ค่อยจะเปลี่ยนงานบ่อยๆนั้น ลูกจ้างชาวราศีพฤษภก็เป็นอีกคนหนึ่งในนั้น สาเหตุที่ทำให้เขาเปลี่ยนงานที่ทำอยู่ได้ยากมากเพราะเขาไม่ต้องการตั้งต้นใหม่เรื่อยๆ และเขาจะต้องทำจนกว่าเขาจะมีความชำนิชำนาญเขาจึงจะจากไป หรือจะจากไปก็เมื่อเขารู้สึกว่าพึ่งตัวเองได้แล้วเท่านั้น   เพราะฉะนั้นไม่ควรจะจู้จี้จุกจิกกับเขาให้มากนัก ที่สำคัญที่สุดก็คือในกรณีที่นายจ้างเป็นคนใจร้อนโป้งป้างโผงผางแล้ว ไม่ว่าจะไปไหนหรือทำอะไรถ้ามีลูกจ้างชาวราศีพฤษภคอยอยู่ใกล้ๆ คบเขาอย่างมิตร เขาจะเป็นคนที่คอยช่วยเหนี่ยวหรือรั้งไว้ได้เป็นอย่างดี และไม่พลาดท่าเสียทีใครง่ายๆ! 


ลูกจ้างราศีมิถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฏาคม)

คำจำกัดความ "ไม่ว่าเกิดปีใดๆ ความคิดและจิตใจเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง อยากรู้อยากเห็น ชาวราศีมิถุนจึงเป็นนักคิดนักวิจารณ์ และเป็นนักพูดที่ดี"
ถ้าต้องการความรวดเร็ว เข้าไหนเข้าได้ เรื่องอะไรก็ได้ ก็ต้องใช้ลูกจ้างชาวราศีมิถุน เรื่องที่รู้สึกว่ายาก หรือไม่อาจจะทำได้ง่ายๆ มันก็จะง่ายหรือทำได้อย่างที่คิดไม่ถึง ลูกจ้างชาวราศีมิถุนมีความสามารถในงานประเภทนี้มาก เกี่ยวกับข่าว เกี่ยวกับการติดต่อหรือการค้นหาเอกสารหลักฐานหรือความจริงเช่น งานด้านข่าวกรอง ด้านหนังสือพิมพ์ ด้านการสืบสวนและการสอบสวนความจริงแล้ว ลูกจ้างชาวราศีมิถุนจะมีความสามารถทำได้เป็นอย่างดี เขาจะมีความอดทนเป็นเลิศในการให้ได้ข่าวสารมา เขาจะมีความมานะพยายามอย่างดีเยี่ยมในการที่จะทำความเข้าใจกับคนอื่นให้ท่าน หรือในด้านการประชาสัมพันธ์ให้ท่าน 
ในเรื่องที่คนอื่นเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ลูกจ้างชาวราศีมิถุนจะมองเห็นแง่มุมแปลกๆที่จะนำเข้าไปสู่ต้นตอของเรื่องต่างๆที่ลึกซึ้งแยบยลได้ในทันที แน่นอนทีเดียว งานของเขาจะไม่อืดอาดเฉื่อยแฉะ เมื่อเขาลงมือว่าจะทำอะไรหรือรับปากอะไรแล้ว เขาจะรีบทำอย่างผลุนผลันทันที ไม่มีการนั่งนับร้อยนับพันหรือมัวนั่งตะบอยทาปากเขียนคิ้วอยู่แน่นอน แต่ถ้างานนั้นต้องการความรอบคอบละเอียดลออ หรือทำงานประเภทแกะพระให้สวยงามประณีตด้วยลวดลายแล้ว เขาจะทำไม่ได้และทำไม่สำเร็จ เพราะเขาไม่สามารถจะทนนั่งมองความอืดอาดล่าช้าใดๆได้ 
สิ่งที่นายจ้างจะไม่ชอบใจเขาอย่างมากก็คือว่าเขาจะไม่ค่อยนิ่ง หรืออดไม่ได้เมื่อเห็นว่านายจ้างหรือเพื่อนร่วมงานทำอะไรผิดสังเกต หรือไม่ถูกหูถูกตาเขา เขาจะพูดโพล่งออกมาทันที อาจไม่ถึงขนาดตำหนิก็ตาม เขาอาจจะวิจารณ์หรือพูดอะไรออกมาโดยไม่ระวังปากระวังคำ บางทีนายจ้างจะคิดว่าเป็นคนประเภทเถียงคำไม่ตกฟากก็ได้ เพราะความเฉลียวฉลาดและความรู้เท่าทันคนของเขาอันเป็นสัญชาตญาณของลูกจ้างชาวราศีมิถุน ซึ่งแม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนมีการศึกษาเล่าเรียนอะไรมามากมายนัก แต่สัญชาตญาณและประสาทของเขาจะบอกเขาว่าสิ่งที่เขาเห็น งานที่คนอื่นทุกอย่างที่ผู้อื่นแสดงออกนั้นมันถูกตรงไหน ผิดตรงไหน เมื่อเขารู้แล้ว ถ้าหากจะไปหาทางข่มขู่ดูแคลนเขาประการหนึ่งประการใดก็ตาม ลูกจ้างชาวราศีมิถุนจะยอมไม่ได้ เขาจะโพล่งหรือสวนความคิดความเห็นออกมาทันที  และราศีมิถุนบางประเภทนั้นมีวิธีพูดประเภทเยาะเย้ยถากถางที่เจ็บปวดดีเสียด้วย เฉพาะการย้อนให้ผู้ฟังหน้าเสีย ไม่ว่าผู้ฟังที่เป็นนายจ้างนั้นจะเป็นนายจ้างขนาดไหนก็ตาม 
แต่ถ้าหากนายจ้างบอกให้เขาออกจากงานหรือไม่พอใจอะไรเขาขึ้นมา เขาก็จะยักไหล่หันหลังให้โดยไม่อีนังขังขอบหรือรู้สึกเสียอกเสียใจอะไร เพราะเขาเองก็พร้อมที่จะออกไปหาประสบการณ์ใหม่และสิ่งที่ควรจะสัมผัสใหม่อยู่แล้ว ซึ่งนั่นเป็นชะตากรรมของเขาเอง เขาเป็นคนชอบเปลี่ยนงานหรือทำงานที่ไหนนานไม่ได้ ในงานที่ไม่ต้องใช้แรงหรือไม่ต้องออกกำลังมากนัก แม้ว่าเขาจะไม่เคยรู้และไม่มีทางรู้มาก่อนเลย ถ้าเขาได้เริ่มเรียนหรือได้ศึกษา หรือแม้ว่านายจ้างจะสอนให้เขาทำ ก็อย่าห่วงว่าเขาจะทำไม่ได้ เขาจะมีความจำอย่างดีเลิศและมีความจำอย่างรวดเร็วเป็นระบบ จำและเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และสามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งวันหนึ่งนายจ้างเองก็เห็นจะต้องพึ่งเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่จะหวังให้เขาทำให้เรียบร้อยที่สุดหรือดีที่สุดนั้น อย่าได้หวังมากนัก มีคนร่วมมือกับเขาอีกหนึ่งด้วยเป็นดี เพราะเขาจะเริ่มหันไปสนใจสิ่งอื่นที่เกิดเตะความคิดของเขาขึ้นมา เขาจะไม่ยอมให้สิ่งนั้นมันผ่านไป แม้แต่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเพียงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ที่เขาสนใจ เขาอาจจะวางมือจากงานไปอ่านมันเสียก่อนแล้วมาทำงานต่อก็ได้ 
เขาเหมาะสำหรับงานข้างนอกสำนักงานมากกว่า เพราะทำให้เขาได้พบได้เห็นได้เคลื่อนไหวอยู่เรื่อยๆ และมีโอกาสได้พูดได้คุยกับคนอื่นเสมอ มันจะทำให้เขากระปรี้กระเปร่าและมีกำลังใจอย่างมากต่อการทำงานหรืออาจจะไม่รู้สึกเหนื่อยเสียด้วยซ้ำไป แต่ถ้าหากจะเป็นงานในสำนักงาน งานของเขาเหมาะแก่การค้นคว้าและการเขียน การศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่างานเป็นเสมียนหรือเป็นเลขานุการ ซึ่งเป็นงานซ้ำๆซากๆ เขาเป็นคนที่ดูไม่ยาก และดูเหมือนจะเปิดเผยเอาเสียด้วยซ้ำ เพราะทุกอย่างที่เขาคิดเขามี เขาจะแสดงออกมาทางคำพูดหรือการพูดการคุยกับคนไม่เลือกหน้า บางทีการพูดการคุยและการแสดงออกอย่างไม่ยอมจำกัดกาลเทศะและบุคคลของเขานั่นเอง ทำให้ลูกจ้างชาวราศีมิถุนมักจะประสบความผิดพลาดหรือเกิดปัญหาปลาหมอตายเพราะปากขึ้นง่ายๆ ส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาจึงมีเรื่องที่จะต้องโต้แย้ง และมีเรื่องที่ทำให้คนไม่ชอบหน้าอยู่เรื่อยๆ ก็เพราะการพูดหรือเรื่องพูดของเขานี่เอง และที่เสียที่สุดก็คือเขาจะทำอะไรค่อนข้างจะผลุนผลันเกินไป นั่นทำให้เขาขาดคุณสมบัติเป็นนักปฏิบัติที่ดี ซึ่งมันทำให้คนมองเขาเป็นคนขาดสมรรถภาพไป และนั่นและคือโชคร้ายที่จะเกิดขึ้นแก่ลูกจ้างชาวราศีมิถุน 

ติดตามตอนต่อไปใน "ใช้คนให้ถูกทาง...เลือกลูกจ้างตามราศี 2 "ครับ
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.manager.co.th 
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.rojn-info.com

ใช้คนให้ถูกทาง...เลือกลูกจ้างตามราศี 2

เอาละครับ หลังจากที่ในตอนที่แล้วเราก็พอทราบกันคร่าวๆแล้วเกี่ยวกับ การเลือกใช้คนให้ถูกต้องเหมาะสมกับสิ่งที่ถนัดตามราศีเกิด ตั้งแต่ราศีมังกรจนถึงราศีมิถุน ในตอนที่สองนี่ก็มาว่ากันต่อกับลักษณะของลูกจ้างตามลัคนาราศีเกิดที่เหลือตั้งแต่ ราศีกรกฏ ราศีสิงห์ ราศีกันย์ ราศีตุลย์ ราศีพิจิกและราศีธนู ครับว่าราศีใดมีอุปนิสัยอย่างไร มีความถนัดและไม่ถนัดเรื่องใดและงานใดๆที่เขาสามารถทำได้ดีหรือไม่ควรมอบหมายให้ทำ และนายจ้างหรือหัวหน้างานควรปฏิบัติอย่างไรต่อบุคคลเหล่านั้น แต่ในที่นี้ไม่ว่าท่านจะเป็นเจ้าของกิจการ หัวหน้างานหรือปัจจุบันเป็นลูกจ้างก็ดี อยากให้ลองอ่านบทความด้านล่างแล้วพิจารณาดูนะครับ ว่าการทำงานของท่านที่ผ่านมาขณะยังเป็นลูกจ้างนั้น มันเป็นจริงตรงตามที่ศาสตร์แห่งโหรเขาว่าไว้หรือไม่ ตรงไม่ตรงอย่างไร ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามแต่ใจ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรมาใช้อ้างอิง จริงมั้ยครับ?


ลูกจ้างราศีกรกฎ (15 กรกฏาคม-16 สิงหาคม)

คำจำกัดความ "ไม่ว่าเิกิดปีใดๆ ชอบการเปลี่ยนแปลงอารมณ์และจิตใจอยู่เสมอ ชีวิตจึงอยู่กับอารมณ์มากกว่าเหตุผล แต่คนราศีนี้ก็มีเสน่ห์ดึงดูดคนรอบข้าง" 
รับรองว่าพูดกันรู้เรื่องเสมอสำหรับลูกจ้างชาวราศีกรกฎ  และก็ทนได้เสมอสำหรับลูกจ้างชาวราศีกรกฎ ถ้าหากเขามีเหตุผลหรือมีความพอใจที่จะทน ต่อให้ใช้งานร้อยแปดไม่ได้หยุดไม่นิ่ง หรือต่อให้ตำหนิจู้จี้จุกจิกสักเพียงใดก็ตาม เขาก็ยังจะทนได้อยู่เรื่อยไป  แต่ระวังอะไรบางอย่างที่กระทบกระเทือนใจ หรือทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีและต้องคิดมาก เพราะถ้ามีความรู้สึกเช่นนั้นขึ้นมาเมื่อไรแล้ว ลูกจ้างชาวราศีกกรกฎจะเปิดแผล็วออกไปทันที    ไม่ยอมฟังเหตุฟังผลและจะไม่หันกลับมาอีก  แต่จะกระทบกระแทกแดกดันด้วยความน้อยใจอย่างเลวที่สุดก็ลับหลังนายจ้าง 
ลูกจ้างชาวราศีกรกฎไม่ใช่คนที่มีความละอียดลออนักในการทำงาน อาจจะลวกๆและหยาบๆหรือทำหน้าลืมหลังเอาเสียด้วยซ้ำไป แต่มีคุณสมบัติพิเศษอยู่ตรงที่ทำงานคล่อง หยิบโน่นฉวยนี่ได้เร็ว เฉพาะงานที่ออกไปนั่นไปนี่ ติดต่อที่นั่นที่นี่ หรืองานที่ไม่อยู่กับที่จะมีความสามารถเป็นพิเศษ ในการทำงานอย่าไปสั่งจ้ำจี้จ้ำไชหรือตำหนิเป็นอันขาด ไม่ว่าจะผิดมากน้อยเพียงใด  ลูกจ้างชาวราศีกรกฎทนไม่ได้กับการตำหนิ แต่ต้องการฟังคำชี้แจงบอกกล่าวที่มีเหตุผลชัดแจ้งสามารถจะฟังได้และรับได้ ถ้านายจ้างคนใดทำวิธีนั้นได้ ลูกจ้างชาวราศีกรกฎจะทำงานจนตายและด้วยความรักและความเคารพที่ไม่มีวันจะคลายไปเป็นอื่น  นายจ้างเจ้าอารมณ์และมีอารมณ์ชนิดผีเข้าผีออกไม่ควรมีลูกจ้างเป็นคนราศีกรกฎ เพราะถ้านายจ้างใช้อารมณ์ผีเข้าผีออก ลูกจ้างชาวราศีกรกฎก็จะมีอารมณ์ผีออกผีเข้าบ้างเดี๋ยวก็ได้บ้าและประสาทไปด้วยกันทั้งคู่!  นายจ้างสำหรับลูกจ้างชาวราศีกรกฎจะต้องเป็นคนมีเหตุมีผลและมีความหนักแน่น
อย่าไปเข้าใจว่าลูกจ้างชาวราศีกรกฎซึ่งดูเหมือนว่าจะโง่ที่สุด สำหรับนายจ้างนั้นแหละเป็นคนโง่เสียจริงๆ เพราะลูกจ้างชาวราศีกรกฎจะไม่โง่เลย ตรงข้ามทุกสิ่งทุกอย่างที่นายจ้างทำลงไปลูกจ้างชาวราศีกรกฎจะนำมาคิดนำมาพิจารณาวิเคราะห์พิครวญทุกๆเรื่อง ไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยหยุมหยิมสักเพียงใด แล้วก็จะนำมาตำหนิ ถ้าหากไม่ตำหนิออกมากับคนอื่น ก็จะตำหนิอยู่ในใจแล้วก็จะมีความคิดสงสารสมเพชนายจ้างเอาดื้อๆด้วย การทำงานของลูกจ้างชาวราศีกรกฎผิดกับลูกจ้างชาวราศีอื่นตรงที่ว่า เขาจะไม่รู้สึกว่าเขาทำงานในฐานะของลูกจ้าง หรือไม่ถือว่างานของนายจ้างเป็นงานของคนอื่นที่เขาจะต้องทำให้เสร็จๆไปเพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าจ้างก็หาไม่ ตรงข้ามเขาจะทำเหมือนของเขาเองด้วยความรู้สึกรับผิดชอบและรักษามันให้ดีที่สุด หรือทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เพราะฉะนั้นงานประเภทใดที่เกี่ยวกับการรักษาเก็บงำแล้วลูกจ้างชาวราศีกรกฎก็สามารถจะทำได้ไม่เลวนัก 
ในจำนวนคนหมู่มาก ถ้าหากมีลูกจ้างชาวราศีกรกฎอยู่ เชื่อแน่ได้ว่าลูกจ้างชาวราศีนี้จะไม่ก่อเรื่องยุ่งขึ้นมาง่ายๆในขณะเดียวกัน ยังสามารถจะยึดเหนี่ยวน้ำใจของคนทุกคนไว้ได้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตรและมีความเห็นอกเห็นใจต่อคนอื่นอย่างมาก เพราะฉะนั้นลูกจ้างชาวราศีกรกฎเหมาะสำหรับการเป็นหัวหน้าคนงาน หรือทำหน้าที่ในการช่วยเหลือคนงานในทุกๆด้าน  ถ้าไปคิดว่าลูกจ้างชาวราศีกรกฎไม่มีความชำนิชำนาญมาก่อน ในงานที่นายจ้างต้องการและไม่ยอมรับนั่นนับว่าคิดผิด ลูกจ้างชาวราศีกรกฎสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจได้ดี ถ้าได้รับการฝึกและแนะนำให้อย่างถูกต้อง เพราะธรรมชาติของราศีกรกฎจะบันดาลให้ลูกจ้างที่เกิดมาในราศีนี้มีความรู้ความชำนาญหลายอย่างหลายงานและทำได้ทุกอย่างทุกงานที่มีโอกาสเข้าไปสัมผัส  งานที่เหมาะที่สุด นอกจากงานประเภทต้อนรับ เลขานุการ การประชาสัมพันธ์แล้วก็คืองานเกี่ยวกับการเป็นตัวแทน การติดต่อกับบุคคลภายนอก งานที่ต้องเทียวไปเทียวมาพบปะกับผู้คนนั่นแหละคืองานที่ดีที่สุดสำหรับลูกจ้างชาวราศีกรกฎ 


ลูกจ้างราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

คำจำกัดความ "ลักษณะเด่นของคนราศีนี้คือ ความหยิ่งและทะนงในศักดิ์ศรีของตนเอง ทะเยอทะยาน และมีความเป็นผู้นำที่ดี"
คนเรานั้นไม่ว่าจะมีความสำคัญหรือยิ่งใหญ่สถานใด สิ่งที่เขาจำเป็นจะต้องมีก็คือลูกน้องและบริวาร ลูกน้องและบริวารที่เรียกกันถูกต้องที่สุดและตรงไปตรงมาที่สุด ก็คือคนที่เราต้องให้ผลประโยชน์แก่เขาหรือจ่ายเงินจ้างเขามาคือลูกจ้างนั่นเอง   ลูกจ้างที่ดีก็คือมิตรที่ดีที่สุดของนายจ้าง   เขาอาจจะตายแทนนายจ้างได้ทำให้นายจ้างฉิบหายหรือร่ำรวยได้ การเลือกหาลูกจ้างจึงเป็นภาระและการแสวงหาความสุขความสำเร็จอีกด้านหนึ่งในชีวิตของคนที่เกิดมาเป็นนายจ้าง ได้ลูกจ้างดีหรือไม่ดีนั้นบางคราวมันก็ขึ้นแก่ดวงเหมือนกัน   ถ้าได้ลูกจ้างที่เกิดในราศีสิงห์ก็นับว่านายจ้างดวงดีพอสมควรทีเดียว เพราะลูกจ้างชาวราศีสิงห์นั้นมีความรับผิดชอบ และมีความเฉลียวฉลาดเท่ากับนายจ้างพอสมควร  ไม่ต้องข่มขู่หรือจ้ำจี้จ้ำไช บอกให้เขาทราบและมอบหน้าที่ภาระให้เขาไปเขาจะทำอย่างเรียบร้อยทันทีหรือเท่าที่งานจะกำหนดให้เขาทำ แต่เขาจะไม่ทำมากกว่านั้น เพราะเขาถือว่านั่นคือการเอาเปรียบเขาและเกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นเขายอมไม่ได้ นอกจากตัวเขาเองจะยอมไม่ได้แล้ว เขาอาจจะบอกลูกจ้างคนอื่นๆที่ร่วมอยู่กับเขาให้ยอมไม่ได้อีกด้วย ซึ่งทุกคนก็จะเชื่อเขาและมีเหตุมีผลที่จะเชื่อเพราะเขามีความสามารถจะเป็นผู้นำได้แม้ว่าเขาจะเป็นนายจ้างต๊อกต๋อยคนหนึ่งคนใดก็ตาม 
เขาค่อนข้างจะร้อนและรีบรวบรัดอะไรต่ออะไรหลายอย่างในงานที่เขาทำ และความรับผิดชอบความเรียบร้อยนั้นเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ประณีตถึงที่สุด เป็นภาระหน้าที่ของนายจ้างอีกเหมือนกันที่จะหาทางแนะนำให้เขารอบคอบ หรือฝากแง่คิดไว้ให้เขาคิดว่าทำอย่างไรจึงจะดีที่สุด เขาจะมีความคิดขึ้นมาและทำได้อย่างดีที่สุดกว่าที่ตัวเจ้านายเองจะทำได้เสียด้วย เพราะเขาเป็นคนที่มีปัญญาและความรู้สึกในการสร้างสรรค์เป็นสันดานอยู่ เขาไม่ชอบนายจ้างที่โง่และงุ่มง่าม  จริงอยู่เขาจะไม่เกี่ยงและไม่แสดงออก ถ้าหากเขาเกรงใจหรือเขาต้องเกรงใจ แต่เขาจะนึกดูถูกดูแคลนอยู่ในใจและปล่อยให้นายจ้างโง่เขลาให้ถึงที่สุด หรือทำอะไรให้ฉิบหายไปต่อหน้าเขาได้ โดยที่เขาจะไม่ยอมแตะต้องเว้นไว้แต่จะถามและขอความช่วยเหลือร่วมมือจากเขา ในฐานะที่เขาเป็นเขาจะช่วยได้อย่างดี ในงานและภาระรับผิดชอบเขาจะพยายามเรียนรู้และศึกษาอย่างเอาเป็นเอาตาย 
ในขณะที่นายจ้างอาจจะเป็นรัฐมนตรีกินตำแหน่งใหญ่โตอยู่นั้น อย่าไปคิดว่าลูกจ้างอย่างเขาที่เดินตามหลังต้อยๆอยู่นั้นมันคือลูกจ้าง แต่ความจริงเขาอาจจะฉลาดกว่า และรู้กว่ามากมาย ซึ่งเขากำลังมองนายจ้างอยู่ด้วยความรู้สึกตลกขบขันก็ได้ เขาอาจจะทำอะไรต่ออะไรได้ดีกว่าและประสบความสำเร็จกว่าหลายร้อยเท่าตัวก็ได้ ถ้าเขาอยู่ในฐานะหรือตำแหน่งเช่นนั้น แต่เขาจะไม่ทำและไม่พูด ถ้าไม่ร้องขอความช่วยเหลือเขา เขาจะปล่อยให้นายจ้างของเขาโง่ไปเรื่อยๆจนกว่าจะฉิบหายไปเอง  เขาไม่ได้ถือว่านายจ้างคือพระเจ้า เขาจะถือว่าเป็นคนที่มีโอกาสกว่าเขา หรือมีวันเวลาที่ตั้งต้นมาก่อนเขาเท่านั้น ตำแหน่งของนายจ้างหรือความสำเร็จของนายจ้าง เขาเชื่อว่าวันหนึ่งเขาก็จะสำเร็จและทำได้เช่นเดียวกัน และเข้ามาอยู่ในตำแหน่งนั้นได้เหมือนกันเมื่อโอกาสและวันเวลาของเขามาถึง เพราะเขาเกิดมาเป็นลูกจ้างเพื่อจะเป็นนายจ้าง  ถ้าเขาจะต้องเป็นทหาร เขาอาจจะเป็นนายร้อยเพื่อวันหนึ่งจะต้องเป็นนายพลนั่นเอง 


ลูกจ้างราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

คำจำกัดความ "ไม่ว่าเกิดปีใดๆ คนราศีนี้เป็นนักบริหารที่ดีเยี่ยม พอๆกับที่เป็นนักวิเคราะห์ปัญหา ขยัน ความจำดี ปรับตัวเก่ง และตื่นตัวในการเรียนรู้อยู่เสมอ"
เมื่อเวลาเขาลงมือทำงานเขาอาจจะทำตัวเหมือนอ้ายทึ่มอะไรสักอย่างหนึ่ง  ไม่เอาใจใส่ใคร ไม่สนใจใคร ทำไปเหมือนกับคนไม่มีชีวิตอะไรทำนองนั้น  ไม่ใช่อะไรหรอก เขาเป็นคนอึดพอดูสำหรับการงาน  ไม่ว่าจะเป็นงานของเขาเองหรือเป็นงานของคนอื่น  ทุกงานที่เขาทำ เขาต้องการเข้าถึงหรือเอามันจริงๆ คล้ายๆกับเป็นการต่อสู้ระหว่างเขากับงานว่าใครมันจะแน่กว่ากัน  แต่ถ้าเขาทำเสร็จแล้ว เขาอาจจะไม่สนใจมันอีกเลย หรือลืมมันไปเสียแล้วก็ได้ และเขาพร้อมที่จะกลับมาทำมันได้อีกทันทีถ้าหากมีความจำเป็น แต่ถ้าไม่จำเป็น หรือมีโอกาสที่จะต้องไปทำงานอื่นเขาจะทำไปทันที  งานอื่นที่ว่านั้น อาจจะเป็นงานที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนหรือไม่เคยมีความสนใจมาก่อนก็ตามแต่บอกวิธีเริ่มต้นให้กับเขา เขาจะสามารถใช้เวลาอันรวดเร็วที่จะเรียนรู้ และทำได้อย่างดีกว่าผู้ที่ให้คำแนะนำเขาอีก 
เขามีคุณสมบัติพิเศษทางด้านประสาทสมองและความจำ มีแง่สงสัยและคิดค้นที่เขาจะไม่ยอมให้มีความรู้ความเข้าใจแต่เปลือกแต่ผิวอย่างเลือนรางในวิชา หรือสิ่งที่เขาจะต้องทำ เขามีวิญญาณของนักเปลี่ยนแปลงที่เก่งกาจพอดูทีเดียว เพราะฉะนั้นในเรื่องงานสำหรับลูกจ้างชาวราศีกันย์นั้น ถ้ามอบให้เขาทำอย่างเป็นกิจจะลักษณะนับว่าสามารถจะไว้ใจได้ทีเดียว  อย่าได้นำความรู้ความสามาถไปข่มขู่หรือแสดงการเหยียดหยามเขาเข้า ไม่ว่าจะวิเศษสักเพียงไร จริงอยู่ขณะนั้น เขาอาจจะไม่รู้ ไม่เก่งในเรื่องนั้น ซึ่งเขาจะยอมฟังการเหยียดหยามสบประมาทได้อย่างดุษณีภาพ แต่ไม่ช้าแน่นอนไม่นานนัก เขาจะหันกลับไปนั่งศึกษาค้นคว้าและพยายามเรียนรู้ในเรื่องนั้นอย่างถึงเปลือกถึงกระพี้ และเขาจะกลับมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ และสำแดงความเหนือกว่าอะไรให้เห็นประจักษ์ตากันสักวันหนึ่งแน่นอน อย่าไปพูดหรือไปคุยข่มเขา เพื่อสำแดงว่ามีความเฉลียวฉลาดเหนือเขา แม้นว่าในตอนต้นนั้นเขาอาจจะยังไม่มีความจัดเจนในเรื่องที่พูดนั้นนัก แต่ถ้าเขามีเวลาคิดมีเวลาศึกษา เขาจะกลับมาพูดในเรื่องเดียวกันได้ดีกว่าและเหนือกว่าโดยทุกประการ 
ลูกจ้างชาวราศีกันย์ เกิดมาเพื่อเรียนรู้และเพื่อที่จะแสวงหาความรู้ ด้วยความละเอียดประณีตและด้วยความอดทนเป็นเลิศทีเดียว เขาเหมาะสำหรับงานที่ใช้สมองและใช้ฝีมือทุกชนิด  เหมาะสำหรับงานที่ใช้สติปัญญาและความฉับไวของประสาทสมองทุกประการ  เพราะฉะนั้นเขาอาจจะรับหน้าที่ทำการสอน เป็นนักฎหมาย เป็นทนายความ เป็นนักศึกษาค้นคว้าเขาจะทำได้อย่างดีเยี่ยมทุกประการ  แต่นั่นแหละ จะให้เขาไปแสดงหนังหรือเล่นละครรบรักแล้ว ค่อนข้างยาก แต่ให้เขาแสดงเป็นผู้พิพากษาหรือเป็นนักพูดที่เอาแต่พูดและการโต้คารมแล้วเป็นแจ๋วมาก   เฉพาะที่สำคัญที่สุดก็คือให้เขาเป็นคนวางแผนเตรียมงานที่ต้องการความละเอียดและเหตุผล จะได้ประโยชน์อย่างคุ้มค่ามากทีเดียว เพราะเขาจะไม่เพียงแต่เป็นนักวางแผนเท่านั้น แต่ก่อนที่จะวางแผนขึ้นมา เขาจะมองหาจุดบกพร่องและผลได้ผลเสียอย่างดีเสียก่อนแล้วเขาจึงจะลงมือวางมันลงไป งานด้านนี้ของเขาจึงเชื่อถือได้ และเป็นที่พึ่งได้สำหรับนายจ้างที่มีสติปัญญา  ถ้าเขาเป็นคนงานที่ไม่มีความรู้หรือไม่มีการศึกษามาก่อนก็ตาม ถึงจะต้องใช้แรงงานของเขาก็ให้หวังได้ว่าในการใช้แรงงานหรืองานใช้แรงนั้น เขาจะต้องมีฝีมือพิเศษอะไรสักอย่างหนึ่งแน่นอน อย่างไม่มีอะไรเลย เขาอาจจะเป็นช่างไม้ที่เยี่ยมที่สุดที่คาดไม่ถึงก็ได้ ถ้ารู้จักใช้เขาและใช้ให้เป็น ลูกจ้างชาวราศีกันย์นี่แหละที่จะทำให้นายจ้างที่ดีประสบความสำเร็จ 
ยกเว้นแต่ว่าลูกจ้างประเภทนั้นจะเกิดมาภายใต้อิทธิพลในด้านลบของราศีนี้เท่านั้น เขาจะทำให้นายจ้างกระอักเลือดได้ทุกเวลา ถ้าไม่โกหกหลอกลวงสะบั้น ก็คดในข้องอในกระดูก พอที่จะทำให้นายจ้างวอดวายได้เป็นแถบๆไปทีเดียว!


ลูกจ้างราศีตุลย์ (17 ตุลาคม-17 พฤศจิกายน)

คำจำกัดความ "ไม่ว่าเกิดปีใดๆ อ่อนโยน ใจเย็น มองโลกในแง่ดี มีความยุติธรรม" 
เขาอาจจะเป็นคนที่มีเพื่อนฝูงมาก ใครๆก็ชอบคบหาสมาคมกับเขาและชอบพูดคุยกับเขา แต่ความจริงแล้ว เขาจะรับผิดชอบงานที่เขาได้รับมอบหมายอย่างจริงจัง และทำมันจนเสร็จเป็นชิ้นๆไป โดยที่ไม่ยอมเข้าไปยุ่งกับเรื่องของคนอื่นและงานของคนอื่นเป็นอันขาด  เขาเป็นคนมีมารยาทอย่างมากต่อการงานของคนอื่น  ถ้าไม่ขอร้องหรือไม่ไหว้วานแล้วเขาจะทำงานของเขาไปเงียบๆ  แต่ถ้าจะใช้งานลูกจ้างราศีตุลให้เป็นประโยชน์ที่สุดก็คืองานที่มีคนร่วมกันมากๆ หรืองานที่ต้องการความร่วมมือร่วมใจมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  เขาสามารถจะเข้าไปร่วมงานกับคนทุกคนได้อย่างน่าประหลาด ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะมีความแตกต่างกันในด้านความคิด อารมณ์ มากน้อยสักเพียงใดก็ตาม ลูกจ้างชาวราศีตุลสามารถจะเข้าไปประสานความขัดแย้งได้อย่างน่าฉงน ไม่มีอะไรมากไปกว่าความจริงใจที่เขามีต่อคนอื่น เขาจะแสดงความรัก ความเป็นกันเอง ความมีมนุษยธรรม และความกระตือรือร้น ไม่อวดโตวางก้ามกับใครในหมู่พวกซึ่งทำให้เขาได้รับความร่วมมือโดยธรรมชาติ 
เขาไม่ต้องกาารงานที่หยาบหรืองานที่ต้องใช้กำลัง หรืองานที่ต้องใช้สมองแต่เพียงอย่างเดียว ตรงข้าม งานอะไรก็ได้ที่มีความละเอียดอ่อนที่เขารู้สึกว่ามันทำให้เขาเห็นความงามหรือความละเมียดละไมของมัน เขาจะทำได้เป็นอย่างดี เขาอาจจะเป็นช่างตัดผมแต่งผม นักออกแบบ คนตัดเสื้อ หรือแม้แต่สถาปนิก จิตรกร ซึ่งมันก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้กำลังกายมาก และในทำนองเดียวกัน ก็ไม่ต้องใช้สติปัญญามาก จะใช้มากก็เพียงรสนิยมหรือความรูสึก ซึ่งลูกจ้างชาวราศีตุลจะใช้คุณสมบัติทางความรู้สึกของเขามองหาแง่มุมจัดทำ และตกแต่งให้มันมีความหมายที่คาดไม่ถึงขึ้นมาจนได้ ถ้าจะให้เขาไปตีเหล็ก ทำมีด หรือนั่งเขียนหนังสือบนโต๊ะซึ่งไม่มีรสมีชาติเป็นวันเป็นคืนเขาจะไม่มีวันทำได้ดี แต่หากใช้เขาไปทำกระเป๋าถือหรือจัดดอกไม้แต่งบ้าน อะไรต่ออะไรที่มันเกี่ยวกับความงามแล้ว เขาจะสามารถทำได้ หรือถ้าในกลุ่มคนที่มีความขัดแย้ง กำลังจะฆ่ากันตายอยู่รอมร่อ ถ้าให้เขาเป็นคนกลางเข้าไปเจรจาติดต่อเพื่อหาทางระงับความขัดแย้งนั้นโดยสันติวิธีแล้วเขาจะทำได้โดยไม่ยากนัก 
อย่าไปดุด่าว่าอะไรเขาหรืออย่าไปเต้นแร้งเต้นกาใส่เขา เพราะเขาจะเฉยเมยหรือดูถูกอยู่ในใจว่า เจ้านายของเขากำลังจะบ้าหมดสติ เขาจะไม่โต้ตอบ แต่เขาจะรอจนกระทั่งเจ้านายของเขาหมดอารมณ์บ้าๆนั่นแล้ว เขาจึงจะพูดและจะทำอะไรต่อไป และถ้าจะข่มขู่เขาว่าท่านจะต้องไล่เขาออกจากงานแล้ว อย่าพูดเป็นอันขาดเพราะเขาจะไม่แคร์หรือไม่สนใจมันมากเท่าใดนัก เนื่องจากว่าการทำงานของเขาไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งมุ่งแต่เงินหวังที่จะก่อร่างสร้างตัว ด้วยการทำงานลูกจ้างชาวราศีตุลส่วนมากจะนึกถึงความพอใจก่อนที่จะนึกถึงเงิน งานอะไรก็ได้ที่ทำให้เขาพอใจและได้เงินมาบ้าง  ไม่ใช่งานที่ได้เงินมาบ้างแล้ว เขาไม่พอใจที่จะทำหรือไม่มีรสมีชาติ เขาถือว่าเงินนั้นสามารถจะหาได้ทุกแห่งในโลกนี้ ตราบใดที่เขายังเป็นเขาเพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนจะเข้าที่ไหนเขาสามารถจะเข้าได้และสามารถจะทำได้ด้วยความรับผิดชอบอย่างดี  เขาเชื่อเสมอว่าไม่มีใครที่จะไม่จ้างเขาหรือไม่ต้องการเขา เพราะเขาจะไม่เคยเกกับใคร และไม่เคยใช้อารมณ์กับใครและไม่ยอมทำงานของใครให้เสียหาย เขาเป็นคนที่ปกครองง่ายและพูดกันได้โดยง่าย ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหรือแง่มุมอะไรมากนัก ถึงจะไม่ไล่เขาออก เขาก็มักจะออกจากงานที่สิ่งแวดล้อมไม่อบอุ่นหรือไม่เป็นมิตร เพราะฉะนั้นในวงการของนักเลงหรือเอะอะมะเทิ่ง หรือก้าวร้าวเหิมเกริมขาดไมตรีจิตมิตรภาพ เขาจะทำไม่ได้และไม่ยอมทำงานเป็นอันขาด เขาจะไม่ทนต่อความไม่นุ่มนวลของสิ่งแวดล้อมและผู้คนที่มีลักษณะหยาบคาย กระด้าง หรือกักขฬะ 
ยกเว้นลูกจ้างชาวราศีตุลที่เกิดมาภายใต้อิทธิพลของด้านลบ ซึ่งยากที่จะจ้างเขาได้อยู่แล้วโดยธรรมชาติ เพราะเขาเป็นคนที่ไม่ชอบงาน และร่วมอะไรกับใครไม่ได้ เขาจะใช้อารมณ์ที่ค่อนข้างหงุดหงิดและมองโลกในแง่ร้ายมาเป็นเครื่องมือ ไม่เห็นความดีของคนอื่นไม่มียุทธวิธีและส่วนใหญ่ก็มักจะโง่เขลาเกินขอบเขต เขาจะทำงานกับใครไม่ได้ทนไม่ว่าจะผิดหรือถูก งานที่ละเอียดประณีตเขาจะทำไม่ได้ เขาจะไม่ยอมอยู่ในระเบียบข้อบังคับ ทุกอย่าเขาจะเอาใจตัวเองเป็นสำคัญ และลูกจ้างประเภทนี้ก็มักจะเกาะคนอื่นกินมากกว่าทำงานด้วยตนเอง!


ลูกจ้างราศีพิจิก (16 พฤศจิกายน- 15 ธันวาคม)

คำจำกัดความ "ดูจากภายนอกชาวพิจิกเป็น คนเปิดเผย โผงผาง แต่แท้จริงซ่อนความเร้นลับไว้ อย่างมิดชิด เชื่อมั่นในตัวเองสูง และมีสัญชาตญาณในการปกป้องตัวเองสูง"
อย่างเจ็บปวดและเยือกเย็น หรืออาจจะทำในลักษณะที่คนมองไม่เห็นหรือจับไม่ได้ว่านั่นคือการแก้แค้นของเขา  เมื่อเขาเกิดมาเป็นลูกจ้าง แน่นอนที่สุดเขาจะยอมรับสภาพลูกจ้างโดยไม่ปริปาก ใช้เขาไปเถอะ ตามข้อตกลงที่ตกลงกับเขา เขาพร้อมที่จะทำตามข้อตกลงนั้นทุกประการ ใช้เขาได้ทุกเรื่องทุกกรณี ตราบใดที่เขายังอยู่ในข้อตกลงนั้น  เขาเป็นคนมีอารมณ์ ยอมอะไรง่ายๆไม่ได้ ดื้อดึงและชอบเอาเรื่อง เขาจึงเหมาะสำหรับทำงานประเภทที่ต้องสไตรค์หรือกบฏต่อผู้จ้างหรือเจ้านายเสมอ แต่นั่นหมายความว่าเจ้านายหรือผู้จ้างเริ่มต้นทรยศกับเขา ไม่ซื่อกับเขาหรือละเมิดข้อตกลงกับเขา เขาจะยอมไม่ได้เป็นอันขาด แต่ตราบใดที่ยังทำตามข้อตกลงนั้นอยู่ นั่นแสดงถึงว่านายจ้างมีความจริงใจ มีน้ำใจ เขาจะยอมรับความจริงใจและความมีน้ำใจนั้นเป็นเครื่องผูกพันที่มีค่า และเขาก็คงจะทำงานให้อย่างทุ่มเทและด้วยความสามารถทุกอย่างที่เขามี ตราบใดที่ข้อตกลงยังเป็นข้อตกลงอยู่ เขาจะเคารพการตกลงนั้นตลอดไป เขาจะไม่หาเหตุหรือไม่ยอมอ้างสาเหตุใดๆเพื่อก่อความยุ่งยากให้เจ้านายของเขาเป็นอันขาด แม้ว่าสิ้นปีเขาจะไม่ได้โบนัสแม้แต่บาทเดียวหรือรอยยิ้มจากนายจ้าง เขาก็จะไม่เรียกร้อง เพราะค่าจ้างที่ตกลงกันไว้เป็นเรื่องเป็นราวนั้นเขาก็ได้ตามนั้นเขาก็พอใจแค่นั้น 
งานทุกอย่างที่มอบให้เขาทำ อย่าไปห่วงว่าเขาจะอู้หรือทำชุ่ยๆ เพื่อให้เสร็จสิ้นไปวันหนึ่งๆ มิใช่เช่นนั้น ลูกจ้างราศีพิจิกจะทำอย่างสุดฝีมือ โดยไม่คิดถึงว่าเขาจะเสียเปรียบ หรือได้เปรียบนายจ้าง แม้ว่าจะนำงานนั้นมาทำที่บ้านของเขาเป็นการล่วงเวลาเขาจะไม่บ่นไม่พูด  กับนายจ้างหรือคนร่วมงานที่คุยกันเอะอะเฮฮา หรือจับกลุ่มกันพักผ่อน ลูกจ้างชาวราศีพิจิกจะไม่ค่อยเข้าไปยุ่งหรือจะเสนอหน้าเจ้านายเป็นอันขาด เขามีธุระของเขา เขามีงานที่จะต้องทำ และถ้าเจ้านายคนใดหวังการประจบสอพลอหรือคำยกย่องชมเชยจากเขาจะผิดหวัง เขาจะไม่เอ่ยปากใดๆเป็นอันขาด  เจ้านายบางคนที่รุ่มร่ามชอบดุชอบด่าลูกจ้างหรือดูถูกคน ลำบากสักหน่อยสำหรับลูกจ้างชาวราศีพิจิก เพราะถ้าหากด่าว่าหรือตำหนิเขาทุกเช้าทุกเย็น เขาจะนิ่ง ไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกมา นอกจากนิ่งฟังหรืออย่างดีก็ยักไหล่ เขาไม่แสดงว่าถือสา ความจริงเปล่าเลย เขาถือว่าเขาถูกจ้างมา เขารับได้ เขาทนได้เป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องทน เพราะฉะนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องไปโต้เถียงหรือแสดงความคิดเห็นต่อนายจ้าง  นายจ้างบางคนอาจจะได้ใจ จะข่มขู่คุกคามและใช้วิธีการแบบนั้นเรื่อยไปก็ได้ และถ้าวันไหนเขารู้สึกว่าเขาทนไม่ได้ขึ้นมาแทนที่เขาจะพูดจะเถียง เขาอาจจะหักคอเอาง่ายๆโดยไม่บอกไม่กล่าว ที่จะให้ทำเพียงเบาๆ เพียงหลาบจำเขาจะไม่ทำ ถ้าทำต้องเอากันให้คางเหลืองหรือจำไปชั่วชีวิตทีเดียว 
นั่นคือวิธีการของลูกจ้างชาวราศีพิจิก แต่ถ้านายจ้างมีความจริงใจ ที่เขามีความรู้สึกว่าเป็นมิตร ถ้าหากว่านายจ้างเกิดมีเรื่องร้ายอะไรขึ้น ท่ามกลางคนที่แวดล้อมแสดงความเห็นอกเห็นใจ จะไม่เห็นหน้าเขา แต่เมื่อไม่มีใครแล้วเขาจะเข้าไปหา และบอกว่าเขาจะจัดการล้างแค้นให้และเขาพร้อมที่จะตายแทนได้ทันที ถ้านายจ้างถูกศัตรูที่ไหนเล่นงานมาสดๆร้อนๆ ศัตรูของนายจ้างรายนั้นต้องระวังตัวสักหน่อย เพราะลูกจ้างชาวราศีพิจิกจะยอมให้นายเขาขาดทุนไม่ได้ ไม่อย่างใดอย่างหนึ่ง เขาจะต้องทำเพื่อหักหนี้ ซึ่งมันอาจจะรุนแรงที่สุดอย่างที่ใครไม่คาดหมายก็ได้   เขาจริงจังและจริงใจเสมอกับคนที่จริงใจกับเขา! 


ลูกจ้างราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

คำจำกัดความ "ไม่ว่าเกิดปีใดๆ คนราศีนี้อยู่กับความจริง ชอบพูดจริง หนักแน่น ตัดสินใจช้า แต่รอบคอบใจกว้างและมีคุณธรรมสูง" 
ในธุรกิจการงานของคนเราที่ทำงานคนเดียวไม่ได้ จำเป็นอยู่เองที่จะต้องอาศัยคนอื่นทำงานให้งานที่ต้องใช้คนอื่นนั้น ถ้าไม่มีผลดีที่สุดก็จะต้องเลวที่สุด พูดง่ายๆเจ้าของงานจะเจ๊งหรือไม่เจ๊งนั้น อยู่ที่คนทำ คนที่ทำนั้นได้แก่ลูกจ้าง ลูกจ้างดีงานก็ดี งานดีก็ไม่เจ๊ง เพราะฉะนั้น ปัญหาเรื่องลูกจ้างหรือคนงานจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับนายงานและนายจ้างในสมัยปัจจุบันนี้ การมีลูกจ้างดีสำหรับนายงานทุกวันนี้ก็ถือว่ามีโชค แน่นอนทีเดียว ลูกจ้างชาวราศีธนูจะเป็นลูกจ้างที่ดีประเภทหนึ่งในบรรดาลูกจ้างทั้งหลาย ตามปกติ ลูกจ้างชาวราศีธนูไม่ถนัดนักเกี่ยวกับงานที่ต้องใช้กำลัง แต่ถ้าในยามจำเป็นหรือเขาไม่มีทางเลือก เขาจะต้องทำ เขาจะทำได้เป็นอย่างดีเฉพาะงานกลางแจ้งหรืองานเกี่ยวกับเลี้ยงสัตว์ ทำสวน เขาจะทำได้ดีมากเพราะมันเป็นงานที่เขาชอบ  ถ้าเป็นงานที่ใช้สมองเป็นงานที่มีปัญหาให้ต้องแก้แล้ว เขาจะสามารถทำได้อย่างดี ไม่ขาดตกบกพร่อง เพราะเขาจะแก้ปัญหาแทนท่านได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวอะไรมากนัก เขาเป็นคนมีสติปัญญาและมีน้ำอดน้ำทนอย่างดี  จงใช้ความซื่อของเขา อย่าใช้งานที่จะต้องให้เขาโกง หรือทำหน้าที่เอาเปรียบคนอื่นหรือหลอกลวงคนอื่น งานประเภทนั้น เขาจะทำไม่ได้ หรือถ้าทำไปจะเสียงานทันที เพราะเขาโกหกไม่เป็นและไม่สามารถจะโกหกให้คนอื่นเชื่อได้อย่างมีชั้นมีเชิง เขาจะทำงานทื่อๆอย่างตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับนายจ้าง เขาอาจจะไม่ต้องการคำยกย่องชมเชยหรือคำมั่นสัญญาใดๆจากนายจ้าง เมื่อเขาทำงานให้เขาต้องการเพียงสิ่งเดียวคือเงินตามข้อตกลง 
การตกลงกับเขาต้องแน่นอน เช่นเดียวกับเขาโกหกคนอื่นไม่เป็น เขาก็ไม่ต้องการให้คนอื่นโกหกเขาด้วย ในฐานะที่เป็นราศีธาตุไฟและอยู่ใต้อิทธิพลของราศีประเภทนี้ เขาจะเป็นคนใจร้อนและทำงานอย่างรีบร้อนฉับไว นั่นคือความผิดพลาด หรืออาจจะเป็นที่มาแห่งความผิดพลาดได้ง่าย อย่าวู่วามในการลงโทษหรือตำหนิเขา เขารู้อยู่เต็มอกและชอกช้ำใจอย่างมากอยู่แล้วที่เขาทำงานพลาด เขาพร้อมที่จะแก้ตัวใหม่และสำแดงฝีมือใหม่ เพราะฉะนั้น ค่อยพูดค่อยจากับเขา เขาจะทำงานแก้ตัวได้อย่างดีที่สุดและได้ผลมากที่สุด ถ้าเขาเป็นตัวแทนหรือเซลส์แมน มอบแนวนโยบายและสินค้าที่ดีให้แก่เขา และปล่อยให้เขาใช้เวลาทดลองสักพัก เขาจะทำประโยชน์ให้ได้มากอย่างไม่คาดหมายทีเดียว เพราะเขามีวิธีของเขาในการติดต่อกับคนหรือในช่องทางที่จะไปทำมาหากิน เขาอาจจะช้าและยอมเสียเวลาอยู่บ้างก็ตรงการวางแผนนี้เอง งานที่ต้องการความไว้วางใจ ต้องใช้ลูกจ้างชาวราศีธนู เขาจะไม่ทำให้เสียหายไม่ว่าจะโดยตัวเขาเองหรือยอมให้คนอื่นทำ ถ้าจะใช้เขา จะต้องมอบความไว้วางใจให้เขามาก อย่าระแวงสงสัย หรือหมิ่นเหม่ไปว่าเขาจะมีความไม่ซื่อสัตย์สุจริตอะไรต่อท่าน ถ้าหากเขารู้สึกขึ้นมาว่าท่านจะคิดอย่างนั้น เขาจะยอมไม่ได้ อารมณ์ของเขาจะระเบิดขึ้นมาทันที ถึงไหนถึงกันทีเดียว เพราะเขาถือว่าสบประมาทความเป็นคนของเขาเข้าอย่างจัง 
อย่าคิดว่าเขาเป็นคนกลัวนายจ้าง หรือจะหงอกับนายจ้างทุกคราวไป เขาจะยอมรับใช้หรือทำงานอยู่ด้วยเหตุด้วยผลหรือมองเห็นคุณธรรมความดีของนายจ้างเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อเงินอย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้านายจ้างคนใดแสดงพฤติกรรมในทางไม่ชอบมาพากลออกมาให้เขาเห็น เขาจะเหยียดหยามและหลีกหนีทันที ไม่ว่าเขาจะไปทำงานที่ไหน เขาจะไปทำด้วยความเชื่อมั่นในความสามารถและในฝีมือที่เขามีอยู่ เพราะฉะนั้นเขาต้องการนายจ้างที่รู้จักคุณค่าของฝีมือเขา และต้องไม่เอารัดเอาเปรียบเขา ถ้าผิดไปจากนั้น เขาพร้อมที่จะประกาศว่า เราจะต้องเลิกคบกัน!
           
หมายเหตุ ทั้ง 12 ราศีที่กล่าวมาแล้วนั้นในการทำนายนั้นนอกจากจะใช้ระยะเวลาที่อาทิตย์โคจรผ่านราศีเป็นตัวกำหนดราศีแล้ว ผู้ที่มีดวงชะตาที่ผูกไว้แล้วมีลัคนาเกิดที่แน่นอนก็ให้ใช้ลัคนาเกิด หรือราศีที่ลัคนาเกิดนั้นเป็นหลักสำหรับการทำนายอีกชั้นหนึ่งด้วยจะทำให้เกิดความแม่นยำมากขึ้น หมายความว่านอกจากจะใช้อาทิตย์ในเวลาเกิดเป็นหลักสำหรับกำหนดราศีเกิดแล้ว ยังใช้ลัคนาเกิดมาใช้ดูประกอบได้อีกด้วย หรือใช้ทั้งสองประการรวมกัน



เป็นอย่างไรบ้างครับ หลังจากเรียนรู้ลักษณะเฉพาะบุคคลมาครบแล้วทั้ง 12 ราศี คราวนี้ท่านเจ้าของกิจการและหัวหน้างานทุกท่านคงจะพอมีข้อมูลคร่าวๆ เพื่อใช้ประกอบในการตัดสินใจมอบหมายกิจการงานใดๆให้กับใครคนใดคนหนึ่งได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น หรือจะใช้เป็นเครื่องมือประกอบในการเฝ้าสังเกตุดูบุคคลใต้บังคับบัญชาของท่าน ว่าเป็นไปตามคำทำนายหรือไม่ ถ้าบังเอิญตรงกับคำทำนาย ท่านจะทำอย่างไร ที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เขามีและทำมันได้เป็นอย่างดี เพื่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กรของท่านอย่างสูงสุด แต่ถ้าไม่ตรงตามคำทำนาย ท่านจะมีวิธีการแก้ไขปรับปรุงเขาอย่างไร หรือหางานที่เขาเต็มใจทำและสามารถทำมันได้ดีได้อย่่างไร ข้อนี้เป็นปัญหาที่ท่านเจ้าของกิจการและหัวหน้างานทั้งหลายต้องเก็บไปคิด ไปทบทวนแล้วหละครับ ไม่แน่นะ ในใบสมัครงานที่บริษัทของคุณอาจจะต้องเพิ่มคำถามเกี่ยวกับ วัน เดือน ปีเกิด ด้วยก็เป็นไปได้... 

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.manager.co.th 


ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.rojn-info.com