หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปัญหาหลักของมนุษย์เงินเดือน ตอนที่ 2



ตอนที่ 2 : ความกลัวในใจ
ตอนที่ 2 ของ ปัญหาหลักของ มนุษย์เงินเดือน บทความๆดีๆบทความนึง ซึ่งเป็นเริ่องราวที่ต่อมาจากตอน 10 ข้อ ความแตกต่าง ระหว่าง คนรวย กับ คนชั้นกลาง กับ คนจน  จากหน้าบล๊อกของคุณ Meaw-ie ผมเห็นว่าน่าสนใจดีจึงขออนุญาตินำมาแชร์ลงในบล๊อกตัวเองบ้าง เพื่อนๆลองอ่านกันดูนะครับ อ่านจบแล้วก็ลองตั้งคำถามตัวเองกันดูบ้างนะครับ...




มนุษย์เงินเดือน

ช้างนั้นมีพละกำลังมหาศาล ช้างสามารถโค่นต้นไม้ ทำลายบ้าน สามารถต่อกรได้กับสัตว์ทุกชนิด แต่ท่านเชื่อไหมว่าช้างที่ถูกเลี้ยงมานั้นบางเชือกนั้นช่างแปลกนัก เมื่อควาญช้างเอาเชือกกล้วยมาพันข้อขาข้างหนึ่งของเจ้าช้างตัวใหญ่ มันจะไม่ขยับไปไหนราวกับถูกล่ามไว้กับโซ่ตรวน แม้ว่าเชือกกล้วยจะไม่ได้ผูกเข้ากับเสาใดๆก็ตาม ทั้งๆที่ช้างนี้มาพละกำลังมากมายนักแต่กลับจำนนต่อเชือกกล้วยธรรมดาๆ

เพราะตอนช้างมันยังเป็นเด็กเล็ก มันก็ถูกผูกไว้กับต้นไม้ เนื่องจากมันยังเด็กและยังเล็ก มันไม่สามารถดึงเชือกให้ขาดได้ เมื่อลองแล้วมันก็จำฝังใจว่า ฉันทำไม่ได้หรอก

เมื่อมันโตขึ้นมันก็ยังคงมีความคิดแบบเดิม กับสิ่งเดิมๆ เมื่อใดก็ตามที่ควาญช้างเอาเชือกมาคล้องที่ขามัน มันจะหยุดอยู่นิ่งๆ แม้ว่ามันจะโตขึ้นๆๆ ช้างมันโตขึ้น แต่ความคิดมันไม่ได้โตตาม

มันยอมโดนเชือกกล้วย ผูกไว้ตั้งแต่เล็กจนโต แม้ควาญช้างจะไม่ได้เอาปลายเชือกอีกข้างไปผูกกับต้นไม้เลยก็ตาม

พวกเราเป็นคน หรือเป็นช้างครับ ??

คนบางคนอ่อนแอและมีความเชื่อในใจต่ำกว่าช้างอีก เพราะคนบางคนยอมให้ตัวเองถูก ผูกไว้กับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีตัวตน เช่นความกลัว ความขี้เกียจ คนเรามีศักยภาพมากมาย คนเราสามารถทำสิ่งต่างๆได้เยอะแยะ แต่เรากลับยอมให้ความกลัวมันผูกตัวเราไว้ ไม่มีใครจะช่วยแก้เชือกแห่งความกลัวที่ผูกตัวเราได้นอกจากตัวเราเอง ในชีวิตประจำวันของเรา เรามักจะมีความกลัวมาเป็นข้ออ้างในการไม่ทำสิ่งต่างๆ เราไม่กล้าทำในสิ่งที่ดีงาม เพราะกลัวคนอื่นหมั่นใส้

เรากลัวความล้มเหลว จึงได้แต่ทนทำงานประจำที่ไม่มีอนาคต เรากลัวความเสี่ยงจากการลงทุน เราจึงอยู่เฉยๆให้เงินมันสูญหายไปกับเงินเฟ้อ เรากลัวการรู้จักกับคนใหม่ๆ ชีวิตเราจึงมีแต่เพื่อนห่วยๆหน้าเดิมๆรอบตัวเต็มไปหมด เรากลัวที่จะริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เพราะเราดูถูกศักยภาพตัวเองว่าเราไม่เก่ง เราไม่มีโอกาสหรือเปล่า เรากลัวการเปลี่ยนแปลง เราจึงยอมให้ชีวิตย้ำอยู่ที่เดิมเป็นปีๆ โดยหวังล้มๆแล้งๆว่าสกวันชีวิตจะดีขึ้น

ความกลัวนั้นไม่ได้มีควาญช้างคนไหนเอามันมาผูกขาเราไว้ แต่เป็นเพราะเราเองหรือเปล่าที่สร้างมันขึ้นมาทำให้เราไม่สามารถพัฒนาตัวเอง ไม่สามารถทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เราต่างคนก็มีความกลัวทั้งสิ้น แต่ทำไมบางคนเลือกที่จะเอามันมาผูกไว้ในชีวิต และทำไมบางท่านถึงไม่ได้เอามันมาพันธนาการตัวเองไว้ ??

ความกลัวมนุษย์คนไหนใครก็คงมี แต่สิ่งที่ต่างกันคือความกล้า กลัวแค่ไหนก็ไม่เป็นไร ขอเพียงเราเพิ่มความกล้าเข้าไปให้มากกว่าคนกลัว มันจะสู้ได้เอง คนที่กลัวผี สามารถเดินฝ่าซอยมืดๆได้คนเดียวก็เพราะ กลัวแต่สู้เขากลัวแต่ก็กัดฟันทำ กลัวแต่ก็ฝืนใจวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อจะผ่านพ้นซอยอันแสนมืดนั้นไปได้ แต่คนที่ไม่มีความกล้า ก็คงได้แต่นั่งภาวนารอให้มีคนเดินผ่านมาเป็นเพื่อน หรือโทรเรียกใครบางคนมาช่วย แบบนี้เรียกว่าเอาชีวิตไปฝากไว้กับคนอื่น แค่มีความกล้าคนเราก็สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองกลัวมาทั้งชีวิตได้แล้วครับ

สิ่งที่ผูกเราไว้นั้นช่างไร้สาระเสียเหลือเกิน มันช่างกระจอกยิ่งกว่าเชือกกล้วยเสียอีก เพราะมันล้วนแต่ไม่มีตัวตนทั้งสิ้น ช้างมันยังอ้างว่ามีเชือกมาผูกขามันไว้ แต่คนเราจะอ้างถึงสิ่งใดหรือ ???

ท่านที่ชีวิตยังเหมือนเดิม ไม่ได้ไปไหนมาไหนมาหลายปี จริงหรือไม่เพราะท่านกำลังถูกผูกไว้กับอะไรบางอย่างที่ท่านยอมแพ้มันเอง

ถ้าเป็นจริงขออวยพรให้ท่านมีความกล้าที่จะทำลายสิ่งที่ผูกท่านมานานปีครับ


ปัญหาหลักของ มนุษย์เงินเดือน ตอนที่ 3



ตอนที่ 3 รายได้ เวลา ความมั่นคง
ตอนที่ 3 ของ ปัญหาหลักของ มนุษย์เงินเดือน บทความๆดีๆบทความนึง ซึ่งเป็นเริ่องราวที่ต่อมาจากตอน 10 ข้อ ความแตกต่าง ระหว่าง คนรวย กับ คนชั้นกลาง กับ คนจน  จากหน้าบล๊อกของคุณ Meaw-ie ผมเห็นว่าน่าสนใจดีจึงขออนุญาตินำมาแชร์ลงในบล๊อกตัวเองบ้าง เพื่อนๆลองอ่านกันดูนะครับ อ่านจบแล้วก็ลองตั้งคำถามตัวเองกันดูบ้างนะครับ..



มนุษย์เงินเดือน

ผมเคยคุยสนุกๆกับเพื่อน อ๊อด นายเงินเดือนตอนนี้เท่าไหร่
“24000 บ. รวมโอทีก็สามหมื่นนิดๆเพื่อนที่รักตอบ
ถ้าเฉลี่ยเป็นวันก็ตกวันละ 1000บ. นายสนใจลาออกมาทำงานกับเราไหม
ก็อยากลาออกอยู่ ทำงานโคตรหนักเลย บางสัปดาห์ไม่ได้หยุดเสาร์-อาทิตย์ด้วยซ้ำ ตื่นเช้า เลิกก็ค่ำ ว่าแต่นายจะให้เงินเดือนเท่าไหร่เพื่อนผมถาม “3 แสนต่อเดือน
ได้ เดี๋ยวลาออกพรุ่งนี้มาสมัครเลย ว่าแต่เป็นงานอะไร” “งานชิมเบียร์
ดีเลยเราชอบดื่มเบียร์ แล้วต้องทำอะไรบ้าง
นายต้องดื่มเบียร์วันละ 2 ลัง (24 ขวด) ทุกวัน หมุนเวียนเปลี่ยนยี่ห้อไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะจบโปรเจ็ค 15 ปี
ไม่เอาแล้ว ๆๆๆๆ อายุสั้นพอดี ให้เงินเดือนมากกว่านี้ก็ไม่เอา ไม่อยากตายไว
“555 นายจะกังวลอะไร ได้เงินเดือนเยอะกว่าที่เดิมตั้ง 10 เท่าเลยนะ
แต่ถ้าอายุสั้นก็ไม่คุ้มสิ นายอย่าลืมนะว่าเวลาในชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มีเงินแต่ไม่มีเวลาก็ไม่มีประโยชน์เพื่อนผม พูดได้คมคายเหลือเกิน
เวลา…… นายว่าเวลาสำหรับนาย มันสำคัญจริงหรือ ?” ผมถามย้ำ
สำคัญสิ มีเงินเยอะแค่ไหนแต่ไม่มีเวลาก็เท่านั้น นอกจากจะไม่มีเวลาใช้เงิน เผลอๆอาจจะตายเร็วเพราะทำงานหนักอีก
ถ้าเวลามันสำคัญขนาดนั้น ทำไมนายเอาเวลาทั้งชีวิตของนายไปให้เขาเช่าวันละ 1000 บ. ละ ?”
       การเป็นพนักงานที่รับเงินเดือน หลายๆท่านจะพึงพอใจกับงานที่ท่านทำและรายได้ที่ท่านได้รับ แต่การทำงานประจำเป็นลักษณะงานที่ลูกจ้างไม่มีวันรวย เหมือนการไปปลูกต้นกล้วยบนที่ดินของคนอื่น ไม่ว่าท่านจะปลูกเก่งแค่ไหน ต้นกล้วยจะโตขึ้นและสวย สามารถออกดอกออกผลได้มากเท่าไหร่ สิ่งที่ท่านได้ก็เพียงผลกล้วย อีกจะหวีสองหวีกลับไปกินบ้างเล็กๆน้อยๆ จากการที่เจ้าของตัวจริงเขาแบ่งให้ท่าน เป็นค่าตอบแทนที่ท่านช่วยทำงานให้เขาสำเร็จ สุดท้ายต้นกล้วยต้นนั้น เราก็ไม่ได้เป็นเจ้าของ วันที่เราไม่อยู่ด้วยสาเหตใดๆก็ตาม หรือถูกไล่ออกไม่ให้ดูแลต้นกล้วยต้นนั้น เจ้าของต้นกล้วยก็คงวุ่นวายกับการหาคนมาปลูกแทนเราเพียง 1-2 วันเท่านั้น แต่เป็นเราที่ลำบากต้องหาที่ทำงานใหม่ เพราะมนุษย์เงินเดือนที่มีชีวิตผูกไว้กับเงินเดือนเป็นรายได้ทางเดียวจะ สามารถล้มละลายและหมดตัวได้ง่ายๆถ้าไม่มีเงินเดือนมาหล่อเลี้ยงชีวิตภายใน 3 เดือน ไหนจะค่ากิน ค่าอยู่ ค่าผ่อนต่างๆที่เราสร้างหนี้สินไว้

เราทำงานประจำมานาน….ใครมั่นคงครับ ? เจ้าของบริษัทหรือเราที่มั่นคง ?

อนาคต นายจะเอายังไงผมถามเพื่อนสนิทผมที่เป็นมนุษย์เงินเดือน

ถ้าเราอยู่ที่นี่แล้วไม่ได้ up ตำแหน่งก็คงต้องย้ายบริษัท

แล้วตำแหน่งที่นายอยาก up ขึ้นไป เขารับกี่ตำแหน่ง” “น้อยว่ะ ระดับหัวหน้าก็อาจจะแค่ 8 คน

” 8 คนนี้ช้เวลานานแค่ไหนถึงเขาจะมายืนในตำแหน่งหัวหน้า ?”

เกิน 7 ปี บางคน10 ปีแล้วยังไม่ได้เป็นก็มี

หลายๆท่านมีความหวังจะได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น เงินเดือนที่มากขึ้น

ทุกคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ต่างก็หวังในสิ่งนี้เหมือนๆกัน ใครๆก็หวังที่จะมีเงินเดือนมากขึ้นจากการเพียรพยายามทำงานให้บริษัทของเขา

แต่ในความเป็นจริง ตำแหน่งที่สูงขึ้นไป นั้นมีจำกัด ต่อให้คุณสมับติเราพร้อมแต่ถ้า ณ เวลาดังกล่าวตำแหน่งนั้นไม่ว่างก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถไปแทรกกันได้ง่ายๆ

โครงสร้างขององค์กรต่างๆ จึงเป็นพีระมิด CEO มีคนเดียว หัวหน้าต่างๆก็มีจำนวนหลัก 10 หัวหน้าแผนกย่อมๆก็ 10-50 คน พนักงานกระจุ๊บกระจิบมีเป็น100-1000 คน

ผมชอบคำพูดประโยคหนึ่งมากๆ เขาว่า หมอดูที่ดีที่สุดคือรุ่นพี่เรา

ถ้าท่านอยากรู้ชีวิตของท่านในอนาคต จงดูที่รุ่นพี่ของท่าน

ถ้าท่านๆที่ทำงานประจำ อยากมองเห็นอนาคตอีก 5 ปีว่าชีวิตที่ทำงานท่านจะเป้นอย่างไรให้ท่านลองดูในอ๊อฟฟิต หรือที่ทำงานของท่าน แล้วมองไปดูที่คนที่ทำงานมาก่อนท่าน 5 ปี

ว่าเขายังเป็นพนักงานระดับล่าง หรือไปเป็นผู้บริหารแล้ว

ดูคนที่เขาทำงานมา 10 ปี ว่าเขามีรายได้และมีเวลาในชีวิตมากขึ้นหรือเปล่า

ดูคนที่เขาทำงานมา 20 ปี ว่าเป้นชีวิตที่เท่าอยากได้จริงๆหรือไม่

สิ่งเหล่านั้นกำลังจะเกิดขึ้นกับท่าน เฉกเช่นเดียวกันถ้าท่านเดินตามรอยในที่ทำงานแบบนั้น

ชีวิตของมนุษย์เงินเดือนจึงถูกลิขิตไว้กับงานที่เขาทำ เขาจะสามารถใช้จ่ายได้เพียงเท่ากับรายรับที่บริษัทแบ่งมา จะมีเวลาว่างตราบที่งานการยอมให้หยุดบ้างบางครั้ง ยอมให้เราได้เงินเดือนมากขึ้นและมีตำแหน่งที่มากขึ้น ถ้าเราทำงานได้คุ้มกับการทำให้บริษัทเขามั่นคงมากยิ่งขึ้น ความมั่นคงจริงๆ ขึ้นอยู่กับว่าเรามีแหล่งที่มาของรายได้ที่มั่นคงจริงๆหรือเปล่า ซึ่งในมุมมองของผมการมีเงินเดือนเป็นสิ่งที่ดีแต่ท่านต้องทนทำไปอีกนานแค่ ไหน ??

หลายๆท่านที่คิดได้ ผมสังเกตท่านเหล่านี้จะหาทางเลือกในชีวิตไว้เสมอๆ หลายๆท่านทำมาค้าขายควบคู่กับการทำงานประจำ เช่น ขายของในเน็ต บางท่านก็ฝึกฝนที่จะเริ่มเป็นนักลงทุน เล่นหุ้น เล่นทอง เล่นที่ บางท่านก็ลงทุนในธุรกิจเครือข่าย จนมีเงินค่าคอมมิชั่นมากกว่าเงินเดือนประจำก็มีให้เห็นเยอะ (ไม่ได้ตั้งใจจะโฆษณาให้ใครครับ เพียงแต่เอาข้อเท็จจริงมาเล่า) บางท่านก็พยายามฝึกเรียนวิชาชีพเฉพาะด้าน เพื่ออนาคตจะได้มีกิจการเป็นของตัวเอง เช่น ซ่อมคอมฯ ทำอาหาร สอนพิเศษ แต่หลายๆท่านที่ทำงานประจำไม่ได้คิดถึงส่วนนี้ เขาเอาเวลาไปดูซีรี่ย์ ไปเที่ยว เอาเวลาไปเผาทิ้งหรือ ฆ่าเวลาชีวิตเราไม่มีใครเหมือนกัน แต่เราสามารถเลือกได้ว่าอยากจะมีมั่นคงจริงๆหรือไม่ แต่การทำงานประจำกินเงินเดือนไปเรื่อยๆอย่างเดียว คงเป็นอะไรที่เสี่ยงมากที่สุดและหาความมั่นคงที่แท้จริงยาก….


บุคคล 5 ประเภท ในโลกของการเปลี่ยนแปลง



คน 5 ประเภท ในโลกของการเปลี่ยนแปลง


                                                  
      คงไม่ต้องกล่าวอะไรกันให้มากความอีกแล้ว ในการที่จะบอกว่าปัจจุบัน โลกกำลังมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงขนานใหญ่เพียงใด และเป็นไปอย่างรวดเร็วขนาดไหน แต่ที่ใคร่จะขอกล่าวในตอนนี้นั้น ก็คือ ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้คนในทุกภาคส่วน ในทุกปริมณฑล ประพฤติปฏิบัติตัวเองอย่างไรเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้
   เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นทั้งเล็กใหญ่ ก็มักจะมีคนอยู่ 5 ประเภท ดังต่อไปนี้ ที่มีพฤติกรรมแตกต่างกันไป
         1. คนที่ลงมือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
         2. คนที่เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลง
         3. คนสงสัยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง
         4. คนที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
         5. คนไม่เคยรับรู้การเปลี่ยนแปลงใดๆ

ซึ่งก็พอจะอธิบายความหมายของคนแต่ละประเภทได้พอสังเขป ดังต่อไปนี้

คนที่ลงมือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เทียบเคียงกับคำในภาษาอังกฤษแล้ว อาจจะตรงกับคำว่า เป็นคนประเภท Proactive คนประเภทนี้มักเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ รู้จักมองการณ์ไกล เป็นคนที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท มีการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ และมักเป็นคนที่กระตือรือร้น มักเป็นผู้ชิงลงมือทำก่อน มีภาวะผู้นำสูง (ไม่เกี่ยวกับสถานะของตำแหน่ง) มักกล้าตัดสินใจและลงมือทำสิ่งที่ควรทำ โดยไม่ต้องมีใครมาบอกให้ทำ

  คนประเภทนี้มักรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี เพราะหลายสิ่งหลายอย่างเขาได้ลงมือทำ ลงมือเตรียมการไปก่อนหน้านั้นแล้ว เช่น ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ SMEs เขาก็จะปรับปรุงระบบการบริหารจัดการให้เป็นสมัยใหม่ มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จำเป็นและเหมาะสมมาใช้ หรือปรับปรุงหน้าร้านให้เป็นแบบสมัยใหม่ (Modern Trade) นำระบบลอจิสติคส์ (Logistics) มาใช้ มีการเก็บข้อมูลทั้งข้อมูลลูกค้า ข้อมูลสินค้าคงคลังด้วยระบบคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ ฯลฯ และทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ พวกเขาได้ตระเตรียมลงมือทำไว้ตั้งแต่พวกบรรษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติยังไม่ได้ เข้ามาอาละวาด

  ถ้าเป็นนักขาย นักขายที่เป็นคนประเภท Proactive นี้ เขาก็อาจจะปรับปรุงและพัฒนาตนเองในเรื่องของภาษาต่างประเทศ เพื่อขยายฐานลูกค้าเป้าหมายที่เป็นชาวต่างชาติให้กว้างขวางขึ้น การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อจัดเก็บข้อมูลลูกค้า การวางแผนการทำงานที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น นักขายประกันชีวิตเขาก็จะพัฒนาตนเองไปเป็นที่ปรึกษาการลงทุน ที่ปรึกษาทางการเงิน เรียนรู้เรื่องของตลาดทุน ตลาดเงิน ให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ฯลฯ

คนที่เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลง ถ้าเทียบเคียงกับภาษาอังกฤษแล้ว ก็อาจตรงกับคำว่าเป็นพวก Reactive คือเป็นพวกที่รู้อะไรเป็นอะไรทุกอย่างหมด บางครั้งก็คาดการณ์การณ์ล่วงหน้าได้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ยังขาดความมั่นใจ ขาดความเด็ดขาด ขาดความกล้าที่จะตัดสินใจ และขาดความกล้าที่จะลงมือทำอะไร จึงได้แต่เฝ้าดูไปก่อน หากจะลงมือทำอะไรไปบ้างก็จะทำเท่าที่จำเป็น หรือรอดูให้คนอื่นเขาลงมือทำนำร่องไปก่อน ครั้นเห็นว่าดี เห็นว่าได้ผล จึงค่อยทำตามอย่างเขา บางคนจะลงมือทำอะไรสักอย่างก็ต่อเมื่อเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องทำแล้วจริงๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นแหละ เขาจึงจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าโชคดี ทันเวลาพอดีก็ดีไป แต่ถ้าโชคไม่ดี กว้าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ ก็อาจไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว อย่างพวกบรรดาร้านโชห่วย ที่เสียชีวิตกันไปเกือบหมดแล้วนั่นเป็นตัวอย่าง

คนที่สงสัยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง อาจเรียกเป็นภาษาอังกฤษได้ว่าเป็นพวก Preactive คือเป็นพวกที่รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ไอ้ที่รู้บ้างนั้น บางครั้งก็รู้มาไม่จริง ไอ้ที่พอจะรู้จริงก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ ไอ้ที่พอจะเข้าใจก็รับไม่ได้ ไอ้ที่พอจะรับได้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แล้วก็ไม่ยอมดิ้นรนที่จะหาข้อมูลข่าวสารอะไรเพิ่ม พอใจที่จะทำแบบเดิมๆ คิดและทำแบบนักอนุรักษ์นิยม ระแวงสงสัยไปหมด ระมัดระวังตั้งการ์ดสูงจนไม่เป็นอันทำอะไร พวกนี้มีชีวิตอยู่ด้วยความสับสน งุนงง ไม่รู้ว่าจะทำชีวิตอย่างไร ไม่รู้ว่าควรไปทางไหนดี จึงในที่สุดก็เลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย ทำมันไปในแบบเดิมๆ เพราะคิดว่าการไม่ทำอะไรเลยเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

คนที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง หรือที่เรียกว่าพวก Antiactive พวกนี้นอกจากจะไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงเหมือนพวกที่สงสัยว่ามีอะไรเปลี่ยน แปลงแล้ว ยังต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย วันๆหนึ่งคนพวกนี้จะนั่งด่านั่งว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลง บางครั้งก็ทำทุกวิถีทางที่จะขัดขวางคนอื่นที่เขากำลังจะเปลี่ยนแปลงอะไรด้วย เช่น คนบางคนที่มีจมูกคล้ายลูกชมพู่ กับคนบางคนที่มีฉายาว่าข้าวบูดหน้าจืด ที่ยังหน้าด้านออกทีวีทุกวันเพื่อด่าคนทุกคนที่กำลังทำสิ่งที่สร้างสรรค์ต่อ สังคมประเทศชาติ โชคดีที่พวกขี้เรื้อนสองคนนี้โดนกระแสความเปลี่ยนแปลงถีบตกจอทีวีไปแล้ว

คนที่ไม่เคยรับรู้การเปลี่ยนแปลงใดๆ หรือพวก Inactive คือเป็นพวกที่เฉื่อยชา เฉื่อยแฉะไปวันๆ คนพวกนี้ไม่สนใจอะไรอื่นนอกจากเรื่องของตัวเอง แล้วไอ้เรื่องของตัวเองที่เขาสนใจก็ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น เช่น วันหนึ่งๆเขาก็จะยุ่งอยู่แต่เรื่องการกินการอยู่ประจำวัน วันนี้จะไปเที่ยวไหนดี จะไปกินที่ไหนดี วันนี้จะไปเที่ยวไล่ปล้ำคนไหนดี วันพรุ่งนี้จะไปเที่ยวไล่ปี้คนไหนกัน วันๆ หนึ่งคิดแต่เรื่องแทงหวย           เปียร์แชร์ ยืมเงินชาวบ้าน มือถือรุ่นล่าสุด ฯลฯ มีชีวิตอยู่ด้วยการหายใจไปวันๆเท่านั้น คนพวกนี้นี่แหละครับที่ผมเคยเปรียบเปรยเอาไว้ว่าแม้เอาไปทำปุ๋ย บรรดาต้นไม้ยังไม่ยอมให้เอามารดเลย

  สังคมใดก็ตาม องค์กรใดก็ตาม หรือแม้แต่คนใดคนหนึ่งก็ตาม จะสามารถยืนหยัดทรงกายอยู่ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงปัจจุบันได้ดีหรือไม่ เพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าสังคมนั้น องค์กรนั้น มีคนประเภทไหนมากน้อยเพียงใด จากประสบการณ์ของผม ถ้ามองเพียงระดับองค์กร มักจะพบว่ามีคนประเภท Proactive อยู่น้อยมาก มีอยู่ราวๆ 5-10% เท่านั้นเอง ส่วนคนประเภท Reactive มักจะมีอยู่ราว 40-50% (มากที่สุด) สำหรับคนประเภท Preactive ก็คงในราว 20-30% คนประเภท Antiactive ก็น่าจะมีอยู่ประมาณ 10-20% และพวก Inactive ก็อาจจะอยู่ในราว 10% ทุกองค์กร ทุกสังคม ต้องพยายามสร้างให้มีคนประเภท Proactive ให้มากที่สุด และต้องพยายามขจัดคนประเภท Antiactive และ Inactive ให้มีน้อยที่สุด เพราะคนสองสามกลุ่มที่ว่านี้ มักจะมีอิทธิพลกับอีกสองกลุ่มที่เหลือ (พวก Reactive และพวก Preactive) เพราะสองกลุ่มที่เหลือนี้ มักจะแปรผันขึ้นหรือลงได้ แล้วแต่ว่าจะโดนกลุ่มไหนดึงดูดไป

  ทฤษฎี “Survival of the fittest” ของ Charles Darwin นั้น มีความหมายว่า ไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุดหรอก จึงจะอยู่รอด คนที่ยืดหยุ่นปรับตัวได้ดีต่างหากที่จะอยู่รอดได้!
  ท่านล่ะครับ ท่านคิดว่าตัวเองเป็นคนประเภทไหนในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้?
 

( อ้างอิงจาก www.suregroupcenter.com/article/topic-6982.html )